หมวดหมู่สินค้า/บริการ
 
TRAVEL TOOLS
 
id7500003000070

 


 

เหรียญพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป  อายุ 81 ปี 9 ก.พ.2557

รหัสสินค้า: 000027

ราคา: 9,999.00 บาท

ยี่ห้อ: เหรียญพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป  
รุ่น: เหรียญพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป  
          ที่ระลึกฉลองพระอุโบสถ วัดพนระธาตุมีชัย บ.โคกคอน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร นับเป็นเหรียญที่สวยที่สุดเท่าที่ท่านเคยสร้างมา อนาตคไกล เด็มเปี่ยมด้วยพุทธคุณ พระหรับท่านทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ ต่างทราบดีกว่า ท่านนั้นเป็น พระที่ สำเร็จมรรคผลจริง อายุ 81 พรรษา ยังหน้าหนุ่มๆ แม้แต่หลวงพ่อประสิทธิ์ ที่ว่ากระดุกเป็นพระธาตุ ยังไม่ความเคารพเลื่อมใส

รายละเอียด: 

  พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป  

 
พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก เชียงใหม่ ชื่อเดิม นายเปลี่ยน วงษาจันทร์ เกิดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2476 (ปีระกา) บ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บิดาชื่อ นายกิ่ง วงษาจันทร์ มารดาชื่อ นางอรดี สกุลเดิม จุลราชภักดี มีพี่น้องเป็นชาย 5 คน หญิง 1 คน พระอาจารย์เปลี่ยน เป็นบุตรคนที่ 3 โดยตา คือ ขุนจุนราชภักดี และยายได้ขอไปเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ จนเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

เมื่ออายุ 11 ปี มารดาจึงให้มาช่วยทำการค้าช่วยเหลือครอบครัว.....เมื่ออายุ 18 ปี เริ่มสนใจวิชาแพทย์ และได้ฝึกฉีดยารักษาคนไข้กับหมอประจำอำเภอ ซึ่งเป็นญาติกัน ซึ่งเคยคิดจะไปเรียนต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในกรุงเทพฯ แต่มารดาขอให้อยู่ช่วยคุมการค้าต่อไป....

พระอาจารย์เปลี่ยน คิดอยากจะบวชมาตั้งแต่อายุ 12 ปี แต่มาบวชจริง เมื่ออายุ 25 ปี ในวันที่ 31 มีนาคม 2502 ณ วัดธาตุมีชัย บ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร โดยมีพระครูอดุลย์สังขกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพิธธรรมสุนทร เป็นพระอนุสาวนาจารย์และพระอาจารย์สุภาพ ธมฺปญฺโญ เป็นผู้ฝึกหัดขานนาคให้........

ต่อมาสอบนักธรรมตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังออกพรรษาในปีแรก ได้เริ่มออกธุดงค์ ไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อแสวงหาโมกขธรรม และได้พบกับพระอาจารย์ที่ได้ยินกิติศัพท์ ทั้งภาคอีสาน ภาคใต้ และ ภาคเหนือ แต่ที่พระอาจารย์เปลี่ยนอยู่ฝึกปฏิบัติธรรมด้วยนานๆและรับใช้ใกล้ชิดสนิทสนม คือ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่เทศก์ เทสฺรงฺสี หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ......

ส่วนรูปอื่นๆ ก็เช่น พระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่คำดี ปภาโส หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ครูบาอินทจักรรักษา อินฺทจกฺโก หลวงปู่สาม อกิญฺจโน พระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่แว่น ธนปาโล หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต ฯลฯ ซึ่งก็ต่างมีเมตตาเทศน์อบรม ทำให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นเป็นลำดับ......

ปัจจุบัน พระอาจารย์เปลี่ยน ได้มาอยู่จำพรรษาพร้อมกับหมู่คณะที่บ้านปง หรือวัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โทร.09-8164343


เชื่อว่าใครที่เคยได้กราบนมัสการ”พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป” วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) คงจะประทับใจกับอัธยาศัยและความใจดีของท่าน ไม่ว่าจะเป็นการทักทายพูดคุยสนทนาอย่างเป็นกันเอง หรือธรรมะที่ท่านสอดแทรกเข้ามาให้ได้คิด เพื่อนๆ ในกลุ่มของผมหลายคนบอกว่าไปกราบท่านแล้วก็อยากไปอีกไม่มีคำว่าเบื่อ จะว่าไปแล้ว ณ วัดป่ากรรมฐานแห่งนี้ถึงพร้อมไปเกือบจะทุกอย่างครับ อยากได้ธรรมะก็มีธรรมะให้ อยากได้พระเครื่องก็มีพระแจกให้ อยากได้กราบท่านแบบใกล้ชิด ก็สามารถเข้ากราบได้ และก็คงไม่มีนักปฏิบัติธรรมมืออาชีพท่านใดปฏิเสธได้ว่า ในยุคปัจจุบัน “พระป่ากรรมฐาน” ที่เจริญรอยตามแนวธรรมปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และมีผลงานโดดเด่นเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น ย่อมต้องมีชื่อของ “พระอาจารย์เปลี่ยน” เจ้าอาวาสวัดอรัญญวิเวก ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ รวมอยู่ด้วย พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ได้ชื่อว่าเป็นพระป่ากรรมฐานที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่ง คำเทศนาและธรรมะของท่าน บางเรื่องได้ถูกรวบรวมพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเพื่อแจกจ่ายเป็นทานแก่คนทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า หนังสือธรรมะของท่านบางเล่มได้ถูกจัดพิมพ์ขึ้นแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนื่องจากเมื่ออ่านแล้วเป็นที่ถูกจริตกับพุทธศาสนิกชนส่วนมาก เช่น “การถวายสิ่งของแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ญาติโยมควรปฏิบัติ” ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้อ่านและทำความเข้าใจในการทำบุญให้ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา หรือ “เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก” ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อให้บุคคลทั้งหลายได้นำเอาข้อธรรมไปพิจารณาให้แยบคายและฝึกหัดเพื่อเป็นการปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสภาวะโลก ฯลฯ ปัจจุบันพระอาจารย์มีอายุ ๗๘ ปีแล้วครับ ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้หลายปีทีเดียว ผมเคยเข้ามากราบนมัสการท่านที่วัดอรัญญวิเวก เพียงแรกเห็นก็จำได้ทันทีว่าพระภิกษุองค์ที่กำลังเดินกวาดใบไม้ที่ตกหล่นอยู่บนพื้นถนนคือพระอาจารย์เปลี่ยน เพราะเคยเห็นรูปถ่ายของท่านที่ปรากฏอยู่ในหนังสือธรรมะ เมื่อท่านทราบว่าพวกเราตั้งใจมากราบนมัสการและทำบุญกับท่าน ท่านจึงได้ให้พวกเราไปนั่งรออยู่ภายในกุฏิของท่าน การสนทนาระหว่างพระอาจารย์กับพวกเรามีเรื่องอะไรบ้างนั้นผมเองก็จำไม่ค่อยได้แล้วครับ แต่ที่แน่ๆ และทุกวันนี้ยังเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงความเมตตาของท่านในวันนั้นคือ ภาพถ่ายของท่านขนาดเล็กประมาณ ๒ นิ้วกับยาหม่อง ๑ ตลับ ที่ท่านได้แจกแก่พวกเราครับ วัดอรัญญวิเวก จัดว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญแห่งหนึ่งของพระป่ากรรมฐานครับ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เคยมีพระอริยสงฆ์หลายองค์เข้าพักจำพรรษา อีกทั้งชื่อของวัดก็เป็นชื่อที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรมเป็นผู้ตั้งให้ครับ มีบันทึกไว้ว่าวัดนี้แต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์เก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่อดีต การจัดสร้างสำนักสงฆ์ในช่วงนั้นเป็นการรวมตัวของชาวบ้านในตำบลบ้านปงที่มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีความคิดเห็นตรงกันว่า จะต้องนิมนต์ครูบาอาจารย์กรรมฐานที่มีคุณธรรมสูงให้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้ทำบุญและมีโอกาสฟังธรรมในคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาชาวบ้านไปได้ยินข่าวมาว่ามีพระกรรมฐานมาพักอยู่ที่วัดเงี้ยว อำเภอแม่แตง จึงได้พากันเดินทางมายังวัดเงี้ยวเพื่อกราบขออาราธนานิมนต์มาพักจำพรรษา และก็คงเป็นด้วยบุญบารมีครับเพราะพระกรรมฐานกลุ่มนั้นมีหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเป็นพระผู้นำ เมื่อหลวงปู่มั่นทราบความประสงค์ของชาวบ้านปงท่านก็ไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด ท่านได้ตกลงรับนิมนต์และออกเดินทางพร้อมคณะศิษย์จากวัดเงี้ยวมายังบ้านปงทันที หลังจากที่หลวงปู่มั่น จำพรรษา ณ สถานที่แห่งนี้และได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ญาติโยมพอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านจึงได้บอกลาญาติโยมเพื่อไปหาสถานที่บำเพ็ญเพียรในที่อื่นต่อไป โดยก่อนจะลาจากท่านได้ฝากฝังให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้เพราะในอนาคตข้างหน้าจะมีเจ้าของเดิมเข้ามาพัฒนาดูแลสถานที่แห่งนี้ให้มีความเจริญรุ่งเรือง โดยท่านได้ตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “สำนักสงฆ์อรัญญวิเวกบ้านปง” เมื่อไม่นานมานี้พวกเราได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการพระอาจารย์เปลี่ยนที่วัดอรัญญวิเวกอีกครั้งครับ เห็นพระอาจารย์แล้วก็รู้สึกประหลาดใจมาก ภาพของพระอาจารย์ในวันนั้นกับองค์จริงๆ ที่นั่งอยู่ตรงหน้าพวกเราในวันนี้แทบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลย ท่านยังคงมีรูปร่างและความสง่างามเหมือนเดิม โดยเฉพาะใบหน้าของท่านที่เห็นแล้วไม่น่าเชื่อว่านี่หรือคือคนที่อายุเกือบ ๘๐ ปี สำคัญที่สุดครับ ความใจดี เรียบง่ายและเป็นกันเอง ยังคงมีอยู่เสมอแถมจะมีมากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป “พวกเรามีบารมี มีทุนเก่า ทำให้พวกเรามาเข้าวัด มาทำบุญเพิ่มมากขึ้น มีสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น ครูบาอาจารย์หรือคนที่ปฏิบัติธรรมอยู่เนืองนิจ ถึงจะมีอายุเยอะหรือเป็นคนเฒ่าคนแก่ เขาก็ยังยิ้มแย้มนั่นเป็นเพราะเขามีจิตใจที่แจ่มใส มีคุณธรรมเป็นของดีติดตัว พวกเราเสียอีกที่เป็นคนหนุ่มคนสาวกับหน้าเหี่ยวยิ้มกันไม่ค่อยออก” จากประวัติของท่านมีบันทึกไว้ว่า เมื่อวันพฤหัสบดี ปีระกา ตรงกับวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ณ บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร คุณพ่อกิ่ง-คุณแม่อรดี วงษาจันทร์ ซึ่งประกอบอาชีพค้าขาย ได้ให้กำเนิดทารกน้อยเพศชายคนที่ ๓ ชื่อว่า เด็กชายเปลี่ยน วงษาจันทร์ และด้วยความคุณตาและคุณยายรักหลายชายคนนี้มาก เด็กชายเปลี่ยนจึงถูกรับตัวมาเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก เส้นทางชีวิตของท่านที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องก้าวเข้าสู่พระพุทธศาสนานั้น เริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็กช่วงอายุประมาณ ๑๑-๑๒ ปี เพราะคราวใดที่ทางบ้านของท่านมีงานบุญ เด็กชายเปลี่ยนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการไปรับพระที่วัด ทำให้เด็กชายเปลี่ยนได้เห็นวิธีการเดินจงกลมของพระอาจารย์ลี วัดป่าบ้านตาล รวมไปถึงหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ที่ได้เดินจงกลมให้ดูและสอนให้ท่านเดิน ด้วยวาสนาบุญบารมีที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวนี้เอง ธรรมะจึงจัดสรรให้ท่านได้มีโอกาสคุ้นเคยและศึกษาธรรมะกับพระสงฆ์ที่บวชอยู่กับหลวงปู่พรหม จนท่านเกิดความศรัทธาคิดที่จะบวชอยู่ตลอดเวลา แต่ติดขัดปัญหาตรงที่บิดามารดาของท่านต้องการให้ท่านเป็นพ่อค้าซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากเฝ้าเพียรพยายามขออนุญาตออกบวชอยู่นานหลายปี แสงสว่างปลายอุโมงค์ก็เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อท่านได้รับอนุญาตจากผู้เป็นมารดาให้บวชเพียง ๗ วัน เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๒ ณ วัดพระธาตุมีชัย ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูอดุลย์สังฆกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า “ปัญญาปทีโป” ถ้าความต้องการของชีวิตคือการทำตามใจผู้ให้กำเนิดแล้ว พระอาจารย์เปลี่ยนในวันนี้อาจเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพทางการค้าตามความต้องการของบิดามารดา แต่เพราะความต้องการในชีวิตของท่านคือการละกิเลสออกไปให้หมด ซึ่งการที่จะละกิเลสออกไปให้หมดได้นั้นต้องอาศัยการเสียสละอย่างใหญ่หลวงรวมถึงการกระทำความเพียรที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วยครับ ท่านเล่าว่าเมื่อได้บวช ชีวิตของท่านเหมือนติดปีกเบาสบายเพราะได้ปลดเปลื้องภาระความรับผิดชอบของครอบครัวที่ท่านต้องแบกรับมาตั้งแต่เด็กๆ เช่น การรับผิดชอบเงินทองของตนเองและผู้อื่น ความกังวลใจในกิจการค้าขายของครอบครัว การดูแลรักษาไร่นา ฯลฯ อีกทั้งการเจริญสมาธิปฏิบัติภาวนาก็ทำให้ท่านมีความสุขเป็นอันมาก จนเมื่อครบกำหนด ๗ วัน ท่านจึงต่อรองกับมารดาขออยู่ต่อให้ครบพรรษา ซึ่งการต่อรองของท่านที่ขอบวชต่อนี้ได้สร้างความผิดหวังให้กับมารดาของท่านมาก ท่านว่าในขณะที่ใครบางคนคิดว่าการเจริญเติบโตในพระพุทธศาสนาของท่านถูกรดด้วยน้ำตาของผู้เป็นมารดา หากแต่สำหรับท่านแล้วน้ำตาของผู้เป็นมารดากับเป็นดั่งกำลังใจให้ท่านได้เพียรพยายามเจริญภาวนา พร้อมกับระลึกถึงพระคุณของบิดามารดา ระลึกถึงคุณงามความดีที่ได้เลี้ยงดูให้ท่านได้เติบโตจนสามารถค้นพบหนทางแห่งการล่วงพ้นจากความทุกข์ “พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า วิริเย ทุกขมัจเจติ คนจะก้าวล่วงทุกข์ไปได้เพราะความพากเพียร การจะมีความเพียรอยู่ตลอดต้องมีอิทธิบาท ๔ เป็นหลัก คือ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความพากเพียร จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่ และวิมังสาคือการตรึกตรองดูเหตุผลในการปฏิบัติของตนให้ถูกต้อง” ท่านเล่าว่าในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมนั้น ท่านไม่เคยมีความสงสัยใดๆ ภายในจิตใจเลย เพราะท่านนึกถึงครูบาอาจารย์ นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงบรรดาพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งเป็นการระลึกนึกถึงในแง่มุมที่ว่าเมื่อพวกท่านเหล่านั้นปฏิบัติแล้วได้บรรลุถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ ท่านว่าท่านได้ยึดเอาเรื่องนี้มาเป็นกำลังใจ มาเป็นเครื่องวัดใจตัวของท่านเองตลอดเวลา “ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านบวชมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนแก่อายุเข้าไปตั้ง ๗๐-๘๐ ปี ท่านก็ยังอยู่ได้ ท่านต้องมีของดีแน่ๆ ผู้หญิงบางคนต้องเสียสละทิ้งลูกทิ้งสามีออกมาบำเพ็ญมาบวชจนแก่ เขาก็ต้องมีที่พึ่งของเขา เขามีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ของเขา นั่นแหละเราเอาอันนั้นมาวัด เอามาเป็นกำลังใจ เอามาเป็นเครื่องมืออุ้มชูจิตใจของเรา มันจะทำให้เราไม่ท้อแท้ ถ้ามัวแต่คิดว่าไม่ไหว ยึดติดบารมีเก่าก็คงจะไม่ไหวเช่นกัน เพราะเรื่องของบารมีเก่ามันก็มีติดตัวกันมาทุกคน เพียงแต่ว่ามันมีมากมีน้อยต่างกัน ที่พวกโยมมาวัดมานั่งกันอยู่ตรงนี้ก็มีเงินมาทุกคนนั้นแหละ แต่ถามหน่อยว่ามีมาเท่ากันไหม” อย่างไรก็ตามครับถึงแม้วาสนาโชคชะตาจะนำพาให้ท่านบวชได้สำเร็จ แต่เส้นทางแห่งการแสวงหาของท่านก็ยังมิได้สิ้นสุด เพราะความละเอียดอ่อนในเรื่องของธรรม เรื่องของการปฏิบัติ ยังคงเป็นสิ่งที่ท่านปรารถนาอยู่ทุกลมหายใจ ด้วยเหตุผลนี้เองท่านจึงได้หันหลังให้กับเรื่องราวทางโลกและตัดสินใจสะพายบาตรแบกกลดและอัฐบริขารที่จำเป็นออกเดินธุดงค์ ข้อหนึ่งเพื่อแสวงหาสถานที่สงบเพื่อปฏิบัติกรรมฐาน และอีกข้อหนึ่งคือเป็นการแสวงหาพ่อแม่ครูอาจารย์ดีๆ ข้อมูลจากหนังสือประวัติของพระอาจารย์เปลี่ยน ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ของท่านในทุกพรรษา ทำให้พวกเราทราบว่าท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เคยเป็นเส้นทางเดินธุดงค์ของท่านมาแล้วทั้งนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านอยู่ฝึกปฏิบัติและอยู่รับใช้อย่างใกล้ชิดก็เช่น หลวงปู่พรหม จิรปุณโญ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่แหวนสุจิณโณ เป็นต้น สำหรับพ่อแม่ครูอาจารย์องค์อื่นที่พระอาจารย์เปลี่ยนได้เดินทางไปพบและขอคำแนะนำ ก็ล้วนแล้วแต่ให้ความเมตตาและช่วยสั่งสอนอบรมจนท่านมีความก้าวหน้าในการปฏฺบัติธรรมยิ่งขึ้นก็มีเช่น พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่คำดี ปภาโส หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์วัน อุตตโม ฯลฯ ซึ่งการได้พบกับพ่อแม่ครูอาจารย์เหล่านั้นบางองค์ก็พบเจอง่าย บางองค์กว่าจะพบก็ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก เพราะปฏิปทาและวัฒนธรรมของการเป็นพระป่าที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาและไม่ยึดติดกับสิ่งใด อย่างเช่นกรณีของพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ท่านเล่าว่า ในช่วงนั้นท่านได้ยินกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์จวน ว่าเป็นพระที่เคร่งครัด ปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังและมีปฏิปทาที่ค่อนข้างผาดโผน เมื่อทราบว่าพระอาจารย์จวนอยู่ที่ดงหม้อทอง ท่านจึงได้เริ่งรีบออกเดินบุกป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ จนถึงดงหม้อทอง แต่อนิจจาที่พระอาจารย์จวนท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปยังที่อื่นแล้ว ต่อมาทราบว่าพระอาจารย์จวนอยู่ที่บ้านดงขี้เหล็ก ท่านก็รีบออกเดินทางแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง ครั้งแรกไม่พบ ครั้งที่สองก็คลาด แต่ครั้งที่สามนี้ไม่พลาดครับ เพราะในที่สุดท่านก็ได้พบกับพระอาจารย์จวน สมตามความตั้งใจ ณ ถ้ำจันทร์ ท่านเล่าว่าได้พบพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ กำลังปฏิบัติธรรมอยู่บนต้นไม้ในเหวลึก ท่านว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ขึ้นมาจากก้นเหวข้างล่างและสูงจนเลยสันเขา พระอาจารย์จวนท่านได้ใช้ไม้สองแผ่นพาดไปที่ต้นไม้ โดยองค์ท่านได้ไปนั่งและนอนเพื่อปฏิบัติธรรมอยู่ตรงกิ่งไม้ที่ได้พาดไว้ เมื่อพระอาจารย์จวนทราบความประสงค์ของท่าน ท่านจึงได้พูดธรรมะให้ฟังสั้นๆ ว่า “เธอนี้มันติดสมมุติ ต้องเปลี่ยนสมมุติให้รู้ ข้ามสมมุติให้ได้” ท่านว่าเมื่อได้รับฟังธรรมะจากพระอาจารย์จวนแล้ว ถึงมันจะเป็นธรรมะที่แสนจะสั้นแต่มันก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่ได้ตรากตรำฟันฝ่าเอาชีวิตเข้าแลกเพียงเพื่อขอให้ได้พบพระอาจารย์จวน (พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ) สิ้นการเล่าของพระอาจารย์ ผมอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเพื่อนๆ ในกลุ่มครับ เรื่องที่หลายคนบอกว่าพระอาจารย์เปลี่ยนก็ไม่ต่างจากพ่อแม่ครูอาจารย์ที่สำคัญๆ องค์อื่นๆ เลยก็คือการเอาชีวิตฝากไว้ในพระพุทธศาสนา เพราะตอนนั่งคุยกันในรถเพื่อนรุ่นพี่ผู้นำทางเล่าถึงความมานะพยายามในการปฏิบัติของพระอาจารย์เปลี่ยนว่า ท่านเป็นพระที่มีความมุ่งมั่นและศรัทธาในหลักคำสอนอย่างแรงกล้า ตัวอย่างง่ายๆ ที่เขาเคยพบเห็นเด่นชัดมาตลอดก็อย่างเช่นเรื่องของการเดินจงกลม เขาว่าพระอาจารย์เปลี่ยนท่านจะเดินจงกลมทุกวันและเดินครั้งละหลายๆ ชั่วโมง ทางเดินจงกลมของท่านในแต่ละที่ล้วนแล้วแต่เป็นร่องลึกลงไปเพราะเกิดจากการเดินกลับไปกลับมาอย่างมีสติ บางที่ความลึกก็ลงถึงระดับหัวเข่า ถึงฝนจะตกน้ำจะขังท่านก็จะเดินของท่านอยู่อย่างนั้นตลอด บางครั้งลูกศิษย์ทนเห็นพระอาจารย์ต้องเดินลุยน้ำไม่ไหว ก็ต้องนำดินมาถมปรับทางให้เรียบหรือไม่ก็ต้องมาคอยวิดน้ำออก “บวชแล้วก็ต้องมุ่งมั่นปฏิบัติอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่ควรมีคือความศรัทธา เพราะศรัทธาคือหนทางนำไปสู่การปฏิบัติ แต่ศรัทธาควรอยู่ในความพอดีเพราะถ้ามีมากไปปัญญามันจะไม่เกิด” ท่านเล่าว่าท่านได้เคยถามหลวงปู่เทสก์ในเรื่องของการนั่งสมาธิว่าเวลาที่ท่านนั่งสมาธิจิตของท่านจะดิ่งลงลึกโดยที่ตัวท่านเองก็ไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ไหน หลวงปู่เทสก์จึงได้ชี้แจงว่า อาการเช่นนี้เขาเรียกว่า “นิพพานพรหม” เป็นอาการที่จิตดับจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียง ไม่รับรู้อะไรจากภายนอก ถ้าไม่แก้ไขผู้นั้นก็จะคิดว่าตนเองได้พบพระนิพพานและจะไปไหนไม่รอด โดยหลวงปู่เทสก์ได้ยกตัวอย่างกรณีของหลวงปู่ขาว อนาลโยที่นั่งสมาธิตั้งแต่ ๖ โมงเย็นไปจนถึง ๖ โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น พอน้ำค้างจับร่างของท่านจนเปียกชุ่มท่านจึงรู้สึกตัวและออกจากสมาธิ หลวงปู่ขาวเองท่านก็ไม่ทราบว่าจิตของท่านไปอยู่ที่ไหน จึงได้ไปถามหลวงปู่มั่นและท่านก็ได้รับคำตอบสั้นๆ นิดเดียวเช่นกันครับว่า “ให้ไปตั้งต้นใหม่ ติดตามดูจิตตั้งแต่เริ่มเข้าสมาธิ ใช้สติปัญญาตามดูจิตให้ดีว่า วางอารมณ์อะไรจึงดับเสียงไปหมด ให้ดูว่าจิตไปอยู่ที่ไหนต้องตามให้รู้” ท่านว่า... “นี่แหละที่เขาเรียกว่าศรัทธาต้องอยู่คู่กับปัญญา” ครับ..คำสอนที่มาพร้อมกับรอยยิ้มในดวงตาของท่านเรียกศรัทธาในหัวใจของพวกเราจนหมด “พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าไม่ให้พวกเราตั้งอยู่ในความประมาทของชีวิต ถึงเราจะเป็นคนหนุ่มก็ตาม คนแก่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างหรือธรรมะทั้งหลายรวบรวมลงไปในความไม่ประมาท ก็คือเมื่อคนไม่ประมาทในชีวิตของตน ไม่ประมาทในวัยของตน บุคคลนั้นย่อมปฏิบัติคุณงามความดีได้อย่างเต็มที่ การตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็คือ ตั้งอยู่ในความดีตลอด ไม่คิดทำความชั่ว คนนั้นแหละจะเป็นคนที่เจริญที่สุด แม้แต่จะเป็นพระ องค์ไหนไม่ประมาท องค์นั้นก็จะบรรลุธรรมก่อนเพื่อน คนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะความไม่ประมาท” แล้วพวกเราควรจะเริ่มต้นอย่างไรครับ.. “ดูตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง แก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง เรียกว่าดูที่ตัวเราก่อน ไม่ต้องไปดูคนอื่น ส่วนมากแล้วคนเรามักชอบโทษคนอื่นไม่ชอบโทษตัวเอง มันเหมือนกับเรามองดูขนตาของเรา แต่มองเท่าไรก็มองไม่เห็น บอกไม่ถูกว่ามันมีกี่เส้น มันยาวขนาดไหน มันไม่เห็นอะไรเลย การที่เรามองดูตัวเองไม่เห็น เพราะเราขาดสติปัญญา” ปัจจุบันถึงวัยของพระอาจารย์เปลี่ยนจะครบ ๘๐ ในอีก ๒ ปีข้างหน้า แต่กิจนิมนต์ก็ยังมีเข้ามาที่ท่านอย่างไม่หยุดหย่อน ท่านว่าความปรารถนาของท่านคือการให้ญาติโยมทุกๆ คนมีความเข้าใจในธรรมะ เพื่อที่ทุกคนจะได้มีความสุขในการดำเนินชีวิต ดังนั้นเมื่อมีคนมานิมนต์ท่านให้ไปเทศน์ที่ไหน จะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ หากไม่ตรงกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านก็จะรับนิมนต์และเดินทางไปเทศน์ให้ ในส่วนของหนังสือธรรมะที่ท่านพิมพ์แจกเป็นทานนั้น ท่านมีความตั้งใจอยากให้ทุกคนสนใจอ่านหนังสือธรรมะ ท่านว่าถ้าใครอ่านและได้ลองปฏิบัติธรรมตามนั้นกันอย่างจริงจังแล้ว ท่านรับรองว่าชีวิตของพวกเขาก็จะมีแต่ความสุขแน่นอน สำหรับพวกกิเลสหนาและชอบวัตถุมงคลอย่างพวกเรานั้นท่านว่า หากคนเราไม่ปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล อยู่ในธรรม พระก็ไม่สามารถไปช่วยอะไรได้ แต่ถ้าเรารู้จักปฏิบัติ รู้จักรักษาตนด้วยธรรมะ เราก็ไม่จำเป็นต้องแขวนพระ แต่ถ้ายังทำใจกันไม่ได้ก็เอาไปให้เป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจ เอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจครับ ท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป..หนึ่งในพระป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เกิดมาเพื่อกำจัดและละกิเลสให้ออกไปจากจิตใจ ความมุ่งมั่นและปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้ตนเองได้บรรลุถึงธรรมตามที่ตั้งใจนั้นท่านมิได้มุ่งหวังเพียงเพื่อตัวของท่านเองเพียงลำพัง ท่านว่าการช่วยให้ทุกคนมีสติ เข้าใจในธรรม รู้เท่าทันในทุกข์ ก็เป็นหนึ่งในความปรารถนาของท่านอีกเช่นกัน เพียงแต่ว่าเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่ที่เราจะปฏิบัติกับตัวเราเองอย่างไรและจะพากเพียรกันขนาดไหน.....สวัสดีครับ
@--------------------- ขอบคุณครับ ---------------------@
---------------- รับประกันความแท้ 100% -----------------
--------- เพื่อนๆท่านใดสนใจโทรติดต่อด่วนครับ ---------
--------------- พร บางระจัน 01-7842076 -----------------


 

THAILAND AMULET CENTER |CHIANGMAI OFFICE
211/45 the City Villa, Soi Ladprao 126
Ladprao Rd, Kwang Prapla,Wang Thong Lang district
Bangkok 10310 Mobile :66-093-3361995     e-mail:amuletcenter@hotmail.com
พระเครื่องเมืองสยาม| โดย พร บางระจัน:
236/2 หมู่ 5 ,ถนน เชียงใหม่ ลำพูน ,ตำบลยางเนิ้ง,อำเภิสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140
Tel: 66-053-963029,66-093-3361995  Fax : 66-53-963029
Mobile : 66-093-3361995   e-mail:amuletcenter@hotmail.com
Copyright © 2006 Thailand Amulet Center. Website Terms of Use   |   Privacy Statement Find us on Youtube Facebook