หมวดหมู่สินค้า/บริการ
 
TRAVEL TOOLS
 
id7500003000070

 


 

LP Kuay, Wat Kositaram

product: 000284

price : 9090.00 us$  free shipping world wide

whats app:0933361995

Luang Phor Kuay was born on November 2nd B.E.2448, in Bankae Village, Sunbury District, Chainat Province.
He was the first born and loved very much by his parents, who sent him to be educated by Luang Phor Kuad at Wat Bankae. Although only 6-7 years old Luang Phor Kuay could remember and recite many of the sacred spells he was taught, along with Khmer language and high-level sacred spells.

Luang Phor Kuad predicted even at this early age that Luang Phor Kuay would become very successful in the monk hood and as such dedicated himself to teaching the novice monk. Luang Phor Kuad passed away soon after, and as a result, LP Kuay moved to Wat Huaden where he was to further his studies under Ajahn Dum.

At was at this time that Luang Phor Kuay had told his parents that if he were to be ordained he would stay in the priesthood for life. At the age of 20 he was indeed ordained a monk by Phra Chainatmuni, Luang Phor Pa and Phra Ajahn Ring on July 5th, B.E.2467 at Wat Bost, Chainat Province. He was also given the official name “Chutinataro”, which in fact has a significant and very deep meaning and can loosely be translated as follows:
“This world is full of lust, passion and greed. He who wishes to be enlightened must free himself from all of them.”

Sacred Book
It was recorded that Luang Phor Kuay had owned a book called “Kru Rang”, which was full of sacred spells. It was said that only monks or ascetics had sufficient sacred power to open and read the volume. Should it be opened by an ordinary person his life may be damned.

It was known that the book contained many sacred spells, to dispel evil, protection from weapons, and a scared spell to call upon Mae Thorani, or the goddess of the earth.
Luang Phor Kuay had learned all the sacred spells and also copied the book for other monks. Today several copies are kept at a number of temples:

Wat Tatong, Supunburi Province, kept by Ajahn Tau.
Wat Nong-i-duke, Chainat Province, kept by Ajahn Sawang.
Wat Kositaram, first kept by Luang Phor Kuay.

This copy has never been opened and studied in any detail because of previous experiences of mysterious illness or disease associated with it.
Apart from the book Luang Phor Kuay also learnt magic sciences from many other senior monks such as Luang Phor Puang of Wat Nong Kradone, Luang Phor Kun of Wat Khaokaew and Luang Phor Derm of Wat Nongpo, who it was said taught him about the sciences to create sacred knives and takruts.

Luang Phor Pumpum of Wat Nongtangoo, a friend of Luang Phor Kuay had said that Luang Phor Kuay was a true monk, who was never afraid of anything which resulted in him learning strong magic.

Furthermore it was also said that Luang Phor Kuay had a magic mouth. If he made a prediction, in all likelihood it would be become true.
(Note: Monks, who were known to possess a magic mouth must not tell lies, otherwise power would be nullified.)

The Secret of the sacred book
Many people were obviously very inquisitive about where Luang Phor Kuay obtained his scared book. Some of his disciples actually revealed the story to us.
Luang Phor Kuay had never expected that he would gain the book but on June 1, B.E.2477, he was staying at Wat Nongkam, Chainat Province where he was learning higher level ancient Thai medical sciences.
During that time a monk named Jam had told Luang Phor Kuay that he had found a book, which was hidden in a hole of a dead tree but he could not extract the book because sacred souls were preventing him from doing so.
Luang Phor Kuay was taken to see the book himself, whereupon he lit three incense sticks and prayed to the sacred souls “If it is your desire that I own this book, burn the incense to completion. ”
The sticks did not burn. Again Luang Phor Kuay re-lit another three sticks and asked “If You want me to own and use the book to help temples and people, burn the incense to completion.”
This time all of those sticks were quickly burnt and Luang Phor Kuay could easily extract the sacred manual.
On reading book he found the paragraph which clearly stated that the book was not to be owned by laypeople unless the keeper and family were suffering from incurable disease or other calamity.

He focused his attention on creating sacred amulets, takruts, sacred knives, phra pim etc. His amulets were highly respected by the worshippers as they are to this very day especially the somdejs, khun paen & sivali.

Even criminals of the province highly respected Luang Phor Kuay and at that time whenever they passed his temple they would shoot once in the air to salute him.
Abbot of Wat Bangkae (KOSITARAM).

Because of his virtues, it was not long after, on September 1st BE 2491, he was appointed abbot of Wat Bankae.(Kositaram)
It was recorded that during World War II for example, (B.E.2484) Luang Phor Kuay had given away sacred amulets to many people, who wanted his amulets in particular to help protect themselves from weapons and bombs.

Apart from that Luang Phor Kuay was also a true monk who

 

รหัสสินค้า: 000284

ราคา: 300,000.00 บาท

รายละเอียด:

เหรียญ รุ่นหนึ่ง เนื้อฝาบาตร หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตารม หลวงพ่อจารให้พิเศษ @--------------------- ขอบคุณครับ ---------------------@ --------- เพื่อนๆท่านใดสนใจโทรติดต่อด่วนครับ --------- --------------- พร บางระจัน 01-7842076 ----------------- ประวัติของหลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร เดิมชื่อเด็กชายกวย ปั้นสน เกิดวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๘ ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้าน บ้านแค หมู่ ๙ ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นบุตรของคุณพ่อ ตุ้ย ปั้นสน บ้านเดิมอยู่วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มารดาชื่อคุณแม่ต่วน เดชมา เป็นคนบ้าน แค ท่านทั้งสองมีบุตรและธิดาด้วยกัน ๕ คน คนที่ ๑ ชื่อนายตุ๊ ปั้นสน คนที่ ๒ ชื่อนายคาด ปั้นสน คนที่ ๓ ชื่อนายชื้น ปั้นสน คนที่ ๔ ชื่อนางนาค ปั้นสน คนที่ ๕ พระกวย ชุตินฺธโร ปัจจุบันพี่น้องของท่านและท่านได้มรณภาพหมดแล้ว เด็กชายกวย ปั้นสน เป็นบุตรคนสุดท้องของบิดามารดา ถือว่าเป็นบุตรคนเล็กที่ ก็เป็นที่รักรักใคร่ของบิดามารดา เมื่อโตขึ้นบิดา มารดาจึงได้นำมาฝากไว้กับ หลวงปู่ขวด ณ วัดบ้านแค เพื่อเรียนหนังสือ ในสมัยนั้นบ้านเมืองยังเป็นป่าเป็นดง จะหาโรงเรียน เรียนก็ยาก เพราะห่างไกลความเจริญ หลวงปู่ขวด ได้ไต่ถามถึงวัน เดือน ปีเกิดของเด็กชายกวย ตลอดจนลักษณะผิวพรรณ การ เดินและการพูดจา เด็กชายกวยมีวันเดือนปีเกิดของมหาบุรุษ แสดงว่าวันข้างหน้าจะได้ดีเป็นเจ้าคนนายคน ลักษณะสีผิว สีผิวขาว เหลืองแบบคนมีปัญญา สีผิวต่างจากบิดามารดา ริมฝีปากเล็กแสดงว่าเป็นคนพูดน้อย ประกายตากล้าแข็งเด็ดเดี่ยว แสดงว่าเป็น คนเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด แต่เจ้าอารมณ์ การเดินก็แคล่วคล่องปราดเปรียว หลวงปู่ขวดได้พอใจและรับไว้เป็นศิษย์ ได้สอนหนังสือ ก.กา สระ ตัวสะกด การันต์ แล้วเรียนบวก, ลบ, คูณ, หาร จนคล่อง เด็กชายกวยยังได้อ่านหนังสือธรรมบท บทสวดมนต์ต่าง ๆ ของพระ เด็กชายกวยก็ท่องได้ทั้ง ๆ ที่อายุเพียง ๖-๗ ขวบเท่านั้น หลวงปู่ขวดจึงได้ให้เด็กชายกวยเรียนหนังสือขอม เรียนสูตร, สน นาม อีกมากมาย เด็กชายกวยก็เรียนได้ จำได้ หลวงปู่ขวดได้ทุ่มสติปัญญาในการสอนเด็กชายกวยจนเต็มกำลัง เพราะรู้ในชะตา ของเด็กชายกวยว่า วันข้างหน้าอาจจะได้บวชในพระศาสนา จะได้เป็นใหญ่เป็นโต ทั้ง ๆ ที่หลวงปู่ขวดชราภาพมากแล้ว ต่อมา หลวงปู่ขวดก็มรณภาพ บิดามารดาจึงได้นำเด็กชายกวยมาเรียนหนังสือขอมต่อกับอาจารย์ดำ วัดหัวเด่น ซึ่งใกล้ ๆ กับวัดบ้านแค เมื่อเรียนหนังสือขอมจนแตกฉานแล้ว บิดามารดาจึงได้พาเด็กชายกวยมาเรียนที่โรงเรียนวัดพร้าว ต.ดอนกำ อ.สรรคบุรี โดยเดิน ทางไปเรียนเพราะไม่ไกลนัก ได้สอบไล่ ชั้น ป.๑ และ ป.๒ เด็กชายกวยแทบจะไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติมเลย เพราะเด็กชายกวย ได้เรียนมากับหลวงปู่ขวดและอาจารย์ดำมาแล้ว แถมยังมีความรู้มากกว่ารุ่นเดียวกันมากนัก ภาษาขอมก็เขียนได้ อ่านได้แตกฉาน เด็กชายกวยจึงเบื่อที่จะเรียนในโรงเรียนอีก จึงได้ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพทำไร่ไถนา ระหว่างที่นายกวยทำไร่ไถนานี้ นาย กวยคิดถึงแต่หลวงปู่ขวด คิดถึงแต่วัด การทำไร่ทำนาหาไปใช้ไปไม่มีแก่นสาร หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ช่วงนี้ตามคำบอกเล่าของ ผู้เฒ่าผู้แก่ บอกว่านายกวยไม่ได้ประพฤติเป็นคนเกเรเหมือนกับคนเมืองสรรคบุรีสมัยนั้น จากคำบอกเล่าชองหลวงพ่อกวยเอง เมื่อ ถามถึงชีวิตในวัยหนุ่ม ท่านเล่าว่าท่านเป็นคนซน คือซุกซน ชอบยิงกระสุน (รูปร่างคล้ายธูน แต่ใช้ลูกดินยิง) คือบ้านไหนตอนกลาง คืนไม่ยอมปิดประตูหน้าต่างให้ดี ท่านจะแกล้งเอาคันกระสุนยิง เพื่อเตือนให้เจ้าของบ้านปิดประตูหน้าต่างให้ดี ในวัยหนุ่มนั้น ท่านได้พูดกับบิดามารดาว่า ถ้าตัวเองได้บวชเมื่อไรจะบวชไม่สึก ซึ่งท่านเคยเล่าให้คุณย่าฉวย เทียนจัน คนหัวเด่นเป็นพี่คุณยาย ฉายคนที่ดูแลท่านก่อนมรณภาพ อายุย่าฉวนมากกว่าหลวงพ่อ ๓-๔ ปี ท่านได้เล่าถึงมูลเหตุของการบวชไม่สึกว่า ตอนสมัยท่านหนุ่ม ๆ ท่านมีคนรักอยู่เหมือนกัน ท่านเคยขึ้นกาคนรักของท่านในตอนกลางคืน โดยปีนหน้าต่างเข้าไปหา ท่านไม่ได้ พูดไว้ว่าขึ้นหาบ่อยหรือไม่ และไม่ได้บอกว่าคนรักของท่านชื่ออะไร คืนวันหนึ่งเดือนหงาย พระจันทร์เต็มดวง ท่านนัดกับคนรัก ของท่านว่าจะไปหา แต่เมื่อท่านไปแล้ว ปรากฏไม่กล้าเข้าไปหา เพราะแสงจันทร์สว่างมากกลัวว่าที่พ่อตาจะเห็น ท่านได้คอยจน กระทั้งเดือนตก คือดึกมากแล้ว ท่านได้ปีนขึ้นไปหาคนรักของท่านปรากฏว่าคนรักของท่าน คอยท่านจนหลับไป ท่านได้เข้าไปดู คนรักของท่านนอนหลับอยู่ ผมผ้ายุ่งเหยิงนอนอ้าปากน้ำลายไหล ผ้าผ่อนเปิดคล้ายคนตาย คล้ายซากศพ หาความงามไม่ได้เลย ท่านได้ถอยหลังออกมาแล้วปีนหน้าต่างกลับ และท่านไม่ได้ไปหาคนรักของท่านอีกเลย และไม่มีคนรักอีก ความตอนนี้คล้ายคลึงกับ เรื่องของพระยศะในพุทธกาล แสดงว่าหลวงพ่อไม่ยินดีในกามคุณตั่งแต่ก่อนบวช เมื่อท่านอายุครบบวช บิดามารดาท่านจึงได้ จัดการอุปสมบทให้ แต่นายกวยได้พูดกับบิดามารดาว่า ถ้าจะบวชให้ตนก็ขอให้บวชกันที่วัดไม่ให้จัดพิธีใหญ่โต ไม่ต้องมีการแห่ แหน ให้เปลืองเงินเปลืองทอง โดยท่านให้เหตุผลของครูบาอาจารย์คือหลวงปู่ขวดและอาจารย์ดำว่า "พระเทศน์ก็ต้องรู้จักเวลา ผู้ศรัทธาก็ต้องรู้จักกำลัง " บิดามารดาจึงได้พานายกวยไปหาอุปัชฌาย์ คือ พระชัยนาทมุนี จัดการโกนหัวบวชให้ มีหลวงพ่อปา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์หริ่งเป็นอนุสาวนาจารย์ บวชเมื่อวันที่ ๕ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๑๗ นาที อายุ ๒๐ ปี ณ วัดโบสถ์ ต.โพธิ์งาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท มีฉายาว่า ชุตินฺธโร แปลว่า "โลกนี้มีแต่ความวุ่นวายของโลก หนักไปด้วยกิเลส ตัณหาคือ โลภ โกรธ หลง ทั่งสิ้น ถ้าท่านผู้ใดตัดกิเลส ตัณหาได้ก็จะถึงซึ่งฝั่งพระนิพพาน" เมื่อบรรพชาอุปสม บทแล้วก็กลับมาจำพรรษาอยู่วัดบ้านแค ตอนนั่นหลวงปู่มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ พระกวย ชุตินฺธโร จึงหัดเทศน์เวสสันดรชาดก กันกุมาร, ทานกัณฑ์ ในแถบนั้นสมัยนั้นไม่มีใครสู้ท่านได้เลย ท่านเทศน์แหล่หญิงหม้ายกล่าวถึงพระนางมัทรี และเทศน์แหล่ชาย หม้ายกล่าวถึงพระดวสสันดรต้องไปอยู่ป่าหิมพานต์ ถ้าไม่มีพระนางมัทรีตามเสด็จไปด้วย ก็จะเป็นชายหม้าย ส่านพระนางมัทรี ก็จะเป็นหญิงหม้าย ท่านเทศน์แหล่ถึงการเป็นหญิงหม้ายชายหม้าย มีแต่คนนินทาว่าร้าย คงจะไม่ดีสามีถึงได้ทิ้ง คนแต่งตัวคน เขา ก็ว่าคงอยากจะมีผัวจนตัวสั่น ครั้นไม่แต่งตัว คนเขาก็ว่ารูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ สามีถึงได้ทิ้ง ส่วนชายหม้ายนั้นก็น่าสงสาร มีแต่คน เขาว่าคงจะไม่ดีเมียถึงได้ทิ้ง คงจะเป็นคนเกเรเป็นนักเลงสุราหรือนักเลงการพนัน จะอยู่จะกิน ก็อด ๆ อยาก ๆ ลูกเต้าหรือก็ ขะมุกขะมอม บ้านก็ผุก็พัง เพราะขาดกำลังใจ ท่านแหล่ขนาดหญิงหม้าย ชายหม้าย ไม่อาจนั่งฟังบนศาลา ต้องหลบไปแอบฟัง ที่ ใต้ต้นไม้ บางคนนั่งน้ำตาไหลเป็นบาง บางคนร้องไห้โฮ ชื่องเสียงของท่านในการเทศน์ทานกัณฑ์นั้นโด่งดังมาก แต่กัณฑ์อื่น ๆ หลวงพ่อก็เทศน์ไม่ดีนัก เพราะการเทศน์เวสสันดรชาดกนั้นพระนักเทศน์ต้องตลกคะนอง แต่หลวงพ่อไม่ชอบตลกคะนอง ปัจจุบัน ใบในการเทศน์ของท่านยังอยู่ที่วัด หลวงพ่อเขียนไว้ว่า พระกวยสร้างถวาย แล้วตอกตรารูปสิงห์ชูคอเอาไว้ อยู่ต่อมาหลวงพ่อได้หยุดเทศน์โดยหลบหรือแอบไปเรียนวิชาแพทย์โบราณกับหมอเขียน หมอเขียนคนนี้สามารถรักษาโรคระบาด หรือโรคห่าได้ ตอนนั้นคนเป็นโรคระบาดที่บ้านโคกช้าง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก หมออื่น ๆ ก็ตาย เหลือหมอเขียนคนเดียว สามารถรักษาโรคห่า, โรคไข้ทรพิษได้ ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ พระกวยได้มาเรียนปริยัติธรรม เพื่อให้เจริญใน ศาสนา ได้มาอยู่วัดวังขรณ์ ๒ พรรษา ต.โพธิ์ชนไก่ พรรษาต่อมาได้เรียนธรรมโท แต่พอสอบได้เป็นไข้ไม่สบายเลยไม่ได้สอบ จึงมาคิดได้ว่าปริยัติธรรมก็เรียนมาพอสมควร จึงอยากจะเรียนวิปัสสนากรรมฐานและอาคมตลอดจนวิธีทำเครื่องรางของขลัง จึงได้เดินทางไปเรียนวิชากับหลวงพ่อศรี วิริยะโสภิต แห่งวัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี หลวงพ่อศรีองค์นี้เชี่ยวขาญในวิปัสสนา กรรมฐานมาก เก่งที่สุดในจังหวัดสิงห์บุรี ขณะนั้นหลวงพ่อได้เรียนวิชาทำแหวนนิ้ว ซึ่งแหวนนิ้วของหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ ใต้ท้องวงจะตอกตัวขอมอ่านว่าอิติ ของหลวงพ่อก็เช่นกันและได้เรียนวิชาอีกหลายอย่าง ได้จำพรรษาอยู่วัดหนองตาแก้ว ต.โคกช้าง อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี ที่วัดตาแก้วนี้ หลวงพ่อได้ปลูกต้นสมอไว้ ๑ ต้น ปัจจุบันยังอยู่ หลวงตาสมาน เคยไปอยู่วัด หนองตาแก้ว ได้นำไก่แจ้เอาไปนอนบนต้นสมอ ปรากฏว่าไก่ไม่ยอมนอน ไม่ทราบว่าหลวงพ่อได้ลงวิชาอะไรไว้ ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อ เพิ่งอายุ ๒๘ ปี พรรษาได้ ๘ พรรษา แสดงว่าหลวงพ่อเป็นผู้มีอาคมตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม ได้จำพรรษาที่วัดหนองตาแก้ว ๑ พรรษา ในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้มาจำพรรษาที่วัดหนองแขม ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท อีก ๑ พรรษา ได้เรียน แพทย์แผนโบราณต่อกับโยมป่วน บ้านหนองแขม และเรียนแพทย์แผนโบราณต่อกับหมอใย บ้านบางน้ำพระในขณะที่พักจำ พรรษาที่วัดหนองแขม ไก้มีเพื่อนภิกษุชื่อ แจ่ม ได้เดินทางท่องเที่ยวไปพบตำราเป็นสมุดข่อยอยู่ในโพรงไม้ แต่เอามาไม่ได้ เพราะตำรานั้นมีอาถรรพณ์แรงมาก คล้ายมีเทพและเทวดารักษา จึงได้มาชักชวนพระกวยให้ไปดู ปรากฏว่ามีตำราอยู่โพรงไม้จริง มีรอยคนเอาพวงมาลัยดอกไม้ ธูปเทียนมาบูชา ใต้โคนไม้ พระภิกษุ กวย จึงได้จุดธูปบอกเล่าและอธฐานว่า "ถ้าจะให้ข้าพเจ้าเอา ตำรานี้ไปเก็บรักษาไว้ ขอธูปที่จุดนี้ให้ไหม้ให้หมดดอก" แต่ปรากฏว่าธูปได้ไหม้ไม่หมด พระภิกษุกวยจึงได้เสี่ยงสัตย์อธิษฐานขึ้น มาใหม่ว่า "ถ้าหากว่าท่านจะให้ตำรานี้ให้ข้าพเจ้าเอาไปเก็บรักษาไว้ ข้าพเจ้าจะนำเอาตำรานี้ไปทำประโยชน์แก่วัดและช่วยเหลือ ประชาชนเท่านั้น" แล้วก็จุดธูปขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายปรากฏว่าธูปได้ไหม้หมดทั้ง ๓ ดอก หลวงพ่อจึงได้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ เจ้าของตำราและอัญเชิญเอาตำรานั้นมาเก็บไว้ ต่อมามีคนร่ำลือกันว่ามีคน ๆ หนึ่งได้นำตำราชุดนี้มาเก็บไว้ในบ้าน ได้เกิดเหตุวิบัติ เจ็บไข้ล้มตาย จึงเอาตำราชุดนี้มาทิ้งไว้ดังกล่าว พระภิกษุกวย เมื่อได้ข่าวดังนั้นก็มาเปิดตำราดูก็ปรากฏว่ามีลายลักษณ์อักษรบอก ไว้ในตำราว่า ตำรานี้ห้ามเอาไปไว้บ้านใคร ๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้นจะฉิบหาย พระภิกษุกวยจึงได้ศึกษาตำรายันต์และคาถาจากตำราเล่ม นี้ ปัจจุบันตำราเล่มนี้ยังอยู่ที่วัด หน้าปกเขียนว่าครูแรงด้วยสีแดง ปกติไม่มีใครกล้าหยิบต้อง ผู้เขียนเคยขอร้องให้ท่านอาจารย์ สำรวย เจ้าอาวาสหยิบมาให้ดู ๑ ครั้ง ผมได้จุดธูปบอกเล่าหลวงพ่อ และเจ้าของตำราขอสมาโทษ ได้ขอสมาต่อหลวงพ่อว่า "ผมไอ้ ครู ศิษย์คนเล็กของหลวงพ่อ ตอนหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ผมไม่กล้าที่จะล่วงเกินหลวงพ่อแม้แต่น้อย เคารพหลวงพ่อดุจบิดา แต่วันนี้ อาจเอื้อมเปิดตำราของหลวงพ่อ เปรียบเสมือนครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อ ขอหลวงพ่อจงอย่าได้ถือโกรธ หากพระมนต์บทใด หลวงพ่อจะให้ขอให้ผมจำได้เพียงท่องแค่ ๓ ครั้ง" ผมได้เปิดตำราดู ใจตำรามีพระมนต์และยันต์ต่าง ๆ มากมายหลายร้อยยันต์ เป็นยันต์กันอาวุธ, กันกระทำ, กันคุณ, กันของ คาถาก็มีมากมายหลายบท เป็นภาษาของคนโบราณแต่มีบทหนึ่งเขียนไว้ว่า พระมนต์พระพทธเจ้าชนะมาร ใช้เรียกนางแม่ธรณี ใช้ทำน้ำมนต์ ฆราวาสห้ามเรียน ในพระมนต์นี้ได้เจียนถึงการใช้มนต์ใจทาง ที่ดี และใช้ไปใจทางที่ร้าย คือมนต์ดพ ผมเลยตัดสินใจอธิษฐานขอเรียนท่องเพียง ๒ ครั้ง ก็จำได้แล้วปิดตำรามอบคืนให้ท่าน อาจารย์สำรวย เรื่องตำรายันต์ที่หลวงพ่อคัดลอกและเรียนมานี้ ปัจจุบันอยู่ที่อาจารย์เหวียน มณีนัน คนทำทอง ต.ปากน้ำ อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี ๑ เล่ม เก็บรักษาอยู่ที่วัดท่าทอง แขวนไว้ในกุฎิไม่มีใครกล้ายุ่ง อยู่ที่อาจารย์ตั้ว ๑ เล่ม อยู่ที่อาจารย์แสวง วัดหนอง อีดุก อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ๑ เล่ม ส่วนที่วัดมีหลายเล่ม มีอยู่เล่มหนึ่งเป็นตำราภาษาไทย มองดูก็ธรรมดา หลวงพ่อห่อปกไว้ อย่าวงดี ใส่พานไว้บูชาหน้าปกเขียนว่า ทางมรรคผล ลายแทงนิพพานเขียนโดยหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ รับหนังสือไว้ พ.ศ. ๒๕๐๒ ปีนั้นหลวงพ่อสดมรณภาพแล้ว ตำรานี้ปัจจุบันยังอยู่ใจพาน หน้าโต๊ะหมู่ท่าน กรุณาอย่าไปแตะต้อง บางคนกลับไปบ้าน ไม่สบายเพ้อคลั่งปวดหัวก็มี เข้าใจว่าหลวงพ่อได้ศึกษาตำราเล่มนี้ในบั้นปลายของชีวิต เมื่อหลวงพ่อออกจากวัดหนองแขมแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ได้มาเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ได้เรียนวิชาทำ แหวนแขน, ตะกรุด, มีดหมอ และอื่น ๆ และได้เรียนวิชารักษาโรคกระดูกหักจากหลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี จ.อุทัยธานี เข้าใจว่า หลวงพ่อคงจะเรียนวิชากับหลวงพ่อองค์อื่น ๆ อีก เพราะในตำรารักษาไข้ ยังได้กล่าวถึงครูของท่านองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน กับหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว ก็เข้าใจว่าชอบพ่อกัน เพราะหลวงพ่อเคยทำพระพิมพ์ยอดขุนพล แล้วนำเหรียญ หลวงพ่อกันกดลงไปด้านหลัง ศิษย์ร่วมรุ่นของหลวงพ่อที่เป็นที่รู้กันคือ หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู อ.บรรพตพิสัย คือครั้งหนึ่ง พระโชน วัดหัวเด่น ได้ไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ได้พูดว่าสรรคบุรี ไม่รู้จักท่านกวยหรือ พระโชนได้พูดว่า เป็นศิษย์ครับ หลวงปู่ หัวเราะชอบใจใหญ่เลย ได้พูดว่า "ท่านกวยเขาใจจริง" เรียนวิชามาด้วยกัน เขาใจจริง เขาไม่กลัวอะไร จากคำบอกเล่าจากพระภิกษูแบนและและพระหลวงตา ตลอดจนศิษย์รุ่นเก่าได้พูดตรงกันว่า หลวงพ่อกวยตอนที่อยู่ที่วัดก็เป็นพระ ที่มีอาคมเหมือนพระทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อท่านกลับมาจากเรียนวิชาจากเมืองเหนือ (หมายถึง นครสวรรค์) เมื่อท่านกลับมาท่านเก็บตัว พูดน้อย มีจิตมหัศจรรย์ วาจาสิทธิ์ เหนือกว่าพระทั่วไป เรื่องที่หลวงพ่อไปเรียนวิชามากับหลวงพ่อเดิมนี้ มีหลักฐานคือมีรูปถ่าย ของหลวงพ่อเดิม มีจารด้วยลายมือ พบในกุฏิของหลวงพ่อ หลักฐานอีกอย่างหนึ่งคือ ลุงลอน คนสักยันต์แทนหลวงพ่อก็มี มี ๒ รูป สมัยนั้นเดินไป หลังสงครามหลวงพ่อจะไปเรียนวิชาทำทอง เล่นแร่แปรธาตุ แต่หลวงพ่อเดิมไม่สอนให้ ในช่วงนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าหลวงพ่อกลับวัดบ้านแคเมื่อไร แต่ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อหลวงพ่อกลับมาอยู่วัดบ้านแค หลวงพ่อ ได้ทำการสักให้ศิษย์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ขนาดสักกันทั้งกลางวันกลางคืน ทางเดินสมัยก่อนต้องเดินเท้าเอา ลำบากมาก อย่างดี ก็ขี่จักรยาน รถ ๒ แถว มีเข้าวัด ๑ คัน ออก ๑ คัน เท่านั้น มีศิษย์สักมาก ได้จดบัญชีไว้ ๔ หมื่น ๔พันคน แล้วหลวงพ่อก็ไม่ได้จด ชื่อศิษย์อีกเลย ไม่ถามแม้แต่ชื่อ ศิษย์สักของหลวงพ่อหลายคนยิงไม่ออก เป็นเรื่องแปลกมาก ที่คนธรรมดาจะยิงไม่ออก ต่อมา หลวงพ่อเห็นว่าสมควรแก่เวลา หลวงพ่อได้หยุดสัก หลวงพ่อได้พูดกับศิษย์ว่า ถ้าท่านไม่เลิกสัก หลังคากุฏิท่านสามารถเอาแบงค์ ร้อยมามุ่งหลังคาแทนได้ (สมัยนั้นแบงค์ ๕๐๐ แบงค์๑,๐๐๐ ยังไม่มี) แล้วหลวงพ่อก็ทำแต่เรื่องรางของขลัง เช่น ตะกรุด, มีดหมอ, แหวนแขน, พระพิมพ์ ฯ ในสมัยนั้นเมื่อเสือเดินผ่านวัดหลวงพ่อ ต้องยิงปืนถวายทุกครั้ง ทั้งกลางวัน กลางคืน ในวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงพ่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส เข้าใจว่าหลวงพ่อคงจะกลับวัดบ้านแคมาก่อนหน้านี้หลายปี เพระจากคำบอกเล่าของคนเก่าเล่าไว้ว่า ใน สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงพ่อได้มาอยู่ที่วัดบ้านแค แล้วได้นำ ตะกรุดของครูบาอาจารย์มาแจก เป็นของหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ก็มี เป็นของหลวงพ่อเดิมก็มี เป็นงาก็มี ที่หลวงพ่อทำเองก็มี เพราะมีคนมาขอกันมาก ตลอดจนสมัยนั้นมีเสือเข้ามาปล้นบ้านกันมากมาย บ้านเมืองข้าวยากหมากแพง ผู้คนเดือดร้อน บ้างก็เจ็บ ป่วย ไม่มีหมอ ไม่มียา พระกวยก็ช่วยจนสุดกำลัง คนก็เรียกกันว่า อาจารย์กวยบ้าง หลวงพ่อกวยบ้าง หลวงพ่อคร่ำเคร่งสักให้ ศิษย์บ้าง แจกเครื่องรางบ้าง พระบ้าง, ตะกรุดบ้าง, รักษาโรคบ้าง บ้านเมืองก็เกิดข้าวยากหมากแพง หลวงพ่อจึงตัดสินใจถือ ธุดงค์วัตรข้อฉันอาการเพยงมื้อเดียวมาตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ เรื่อยมา ในวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจารย์ (คู่สวด) ผลงานทางศาสนา หลวงพ่อไม่ชอบการก่อสร้าง ชอบความเป็นอยู่แบบสมถะ แม้กุฏิของหลวงพ่อก็เป็นไม้ทรงไทยโบราณ แต่การก่อสร้างนั้น หลวงพ่อยกหน้าที่ให้กรรมการวัด แม้การก่อสร้างก็ให้กรรมการวัดและชาวบ้านทำ ยกเว้นส่วนที่ยากจึงจ้างช่างทำ ฉะนั้น ทาง วัดจึงมีแต่กุฏิเก่า ๆ ที่สร้างไหม่ก็มีมีแต่พระอุโบสถ, ศาลาทำบุญ กุฏิชุตินฺธโร ที่ศิษย์สร้างถวายเท่านั้น วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๑ ได้รับพระราชประทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน และมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ อายุ ๗๔ ปี ๕๔ พรรษา ด้วยอาการสงบ ก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงพ่อได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท หมอได้วินิจฉันโรค ว่าหลวงพ่อเป็นโรคขาดอาหารมาเป็นเวลา ๓๐ ปี ได้ให้สารอาหารประเภทโปรตีนกับหลวงพ่อ เป็นเวลาถึง ๑ เดือน ก็ยังไม่เพียง พอกับความต้องการของร่างกายเมื่อกลับวัดหลวงพ่อก็ยังได้ฉันอาหารเียงวันละ ๑ ครั้ง เช่นเดิม โดยไม่เปลี่ยนความตั้งใจ หลวงพ่อยังคงคร่ำเคร่งในการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลดูเหมือนจะหนักกว่าเก่า สุขภาพหลวงพ่อมองดูภายนอกก็แข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเียน ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ หลวงพ่อได้วงปฏิทิน วันที่ท่านเริ่มเจ็บเอาไว้ด้วยสีน้ำเงิน และวงปฏิทิน วนที่ท่านมรณภาพเอาไว้ด้วยตัวหนังสือสีแดง คือวันที่ ๑๑ มีนาคม และ๑๑ เมษายน ๒๕๒๒ พร้อมทั้งเขียน พระคาถา นะโมตาบอด ให้ไว้เป็นคาถาแคล้วคลาดและกำบัง หลวงพ่อเขียนว่า "อาตมาภาพพระกวย " นะตันโต นะโมตันติ ตันติ ตันโต นะโม ตันตัน" จะมรณภาพ วันที่ ๑๑ เมษายน เวลา ๗ นาฬิกา ๕๕ นาที" พอวันที่ ๑๑ มีนาคม หลวงพ่อก็ล้มป่วย ไม่มีโรคอะไร เพียงแต่ไม่มีกำลัง ฉันอาหารไม่ได้ ไม่ยอมไปโรงพยาบาล มีอาการไข้แทรก ฉันอาหารแทบไม่ได้เลย ไม่มีรสชาติ บางครั้งท่าน พ่นข้าวออกจากปาก ไม่ยอมฉัน แล้วหยิบแผ่นตะกรุดขึ้นมาจาร บางครั้งก็จับสายสิญจน์ ปลุกเสกวัตถุมงคล กลางคืนก็จับสาย สิญจน์ปลุกเสกวัตถุมงคล บางคืนถึงสว่าง ร่างกายของท่านปกติก็ผอมมากอยู่แล้วกลับผอมหนักเข้าไปอีก เมื่อมีศิษย์มาเยี่ยม ศิษย์เห็นท่าน หลายคนร้องไห้ ท่านไม่ชอบ แทบทุกคนจะร้องไห้ ท่านจะดุศิษย์ว่า "มึงร้องไห้ทำไม กูไปดี เป็นห่วงแต่พวงมึงนั่น แหล่" ช่วงหวยใกล้จะออก ท่านได้เขียนเลขหวย 3 ตัวเอาไว้ในฝ่ามือ ใครที่ไปเยียมท่านคนไหนมีโชคลาภ ท่านจะแบมือให้ดู ในช่วงนั้น (ความจริงตอนนี้ไม่อยากเล่า) ผมได้เข้าไปเยี่ยมท่าน เป็นการกราบลาครั้งสุดท้าย นึกขึ้นมาครั้งใดน้ำตาไหลทุกที่ พอผมขึ้นบันไดกุฏิ ตอนนั้นอาจารย์ตั้วได้มาบอกว่าถ้าเข้าไปเยี่ยมท่านห้ามไม่ให้ร้องไห้ ท่านไม่ชอบ เดี๋ยวท่านดุเอา ผมก็เข้าใจ ช่วงนั้นผมงานยุ่งไม่ได้มาเยี่ยมท่านเสียนาน เมื่อเข้าไปหาท่าน ได้เข้าไปกราบที่ปลายเท้า ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะจำผมได้หรือไม่ เพราะท่านผอมไปมาก ผมได้ถอดตะกรุดแม่ทัพที่ท่านทำให้ท่านดู เผื่อท่านจำผมไม่ได้ ท่านอาจจำตะกรุดได้ เมื่อท่านเห็นผม น้ำตาท่านไหล ท่านพูดว่า "ไอ้ครู มึงทำไมพึ่งมา กูคอยมึงตั้งนานแล้ว" พอผมเห็นน้ำตาท่านไหล และท่านพูดว่าท่านคอยผมตั้ง นานแล้ว ผมร้องไห้โฮไม่เกรงใจใครแล้ว อาจารย์ตั้วได้ดึงผมให้ไปร้องไห้ข้างนอก กลัวท่านจะสะเทือนใจมากไป เมื่อสงบดีแล้ว ผมได้เข้าไปหาท่านใหม่ ท่านให้เด็กชายที่ไปหยิบห่อพระมาให้ผม ๒ ห่อ ห่อด้วยผ้ายันต์ค่ายกล ห่อหนึ้งเป็นพระพิมพ์สรรค์ อีกห่อหนึ้งเป็นพระสมเด็จหลังรูปเต็มองค์พิมพ์ใหญ่ ท่านพูดว่าหลังรูปเอาไว้แบ่งกันใช้ พระสรรค์ให้เอาเก็บไว้แล้วท่านก็ไม่พูด อะไรอีกเลย ท่านหลับตาเข้าสมาธิ ว้นที่ ๑๐ เมษายน กลางคืนมีศิษย์มาเฝ้าท่านเต็มไปหมด ตอนเช้ายิ่งมาก เพราะท่นจะมรณภาพ แต่ท่านก็ไม่มรณภาพ ท่านผอมมากมีแต่หนังหุ้มกระดูก มีแต่ประกายตาที่สดใสเท่านั้น จนกระทั่งตกกลางคืนท่านก็ไม่มรณภาพ ค่อนสว่างวันที่ ๑๒ เมษยน ๒๕๒๒ ทางกรรมการวัดและศิษย์ใกล้ชิดได้ประชุมปรึกษากันว่า สงสัยในกุฏิท่านจะลงอาถรรพณ์เอา ไว้ ตลอดจนตำราอักขระเลขยันต์ ตลอดจนรูปครูบาอาจารย์ คงจะไมีมีมครกล้ามารับท่านแน่ อยากเห็นท่านไปดี จึงปรึกษากัน นำท่านออกมาที่หอสวดมนต์ เมื่อเตรียมที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว อุ้มท่านมาจำวัตรที่เตียงที่หอสวดมนต์ ท่านลืมตาขึ้นเป็นการสั่งลา ครั้งสุดท้าย แล้วหลับตาพนมมือเกิดอัศจรรย์ ระฆังใบใหญ่ที่หอสวดมนต์ได้ขาดตกลงมา ดังหง่าง ๆๆๆๆๆ ดังยาวนาน ศิษย์ที่ อยู่ศาลาเข้าใจว่าท่านมรณภาพแล้ว จึงได้ตีระฆัง คือคาดว่ามีคนตีระฆัง เมื่อจับเวลาดู เป็นเวลา ๗ นาฬิกา ๕๕ นาที จับชีพจรท่านดู ปรากฏว่าท่านมรณภาพแล้ว ตรงกับวันที่ ๑๒ เทษายน ซึ่งวันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยโบราณ ศิษย์มากันเต็มไปหมดมืดฟ้ามัวดิน ทางวัดได้จัดสวดอภิธรรม ๑๐๐ วัน กลางคืนได้นำเทปที่ท่านเทศน์ นำมาเปิดให้ศิษย์ฟัง ไอ้เจ็กหมาของท่านร้องโหยหวล มันวิ่งไปทั่ว มันไม่รู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหน ปัจจุบันในวันที่ ๑๒ เมษายนของทุกปี เป็นวันทำบุญ ประจำปีเพื่ออุทิศและระลึกถึงหลวงพ่อ ได้จดจำวันนี้ไว้ จะอยู่ใกล้หรือไกล ในวนที่ ๑๒ เมษายนทุกปี ควรจะทำบุญใส่บาตรหรือ มากราบหลวงพ่อที่วัด หรือนำผ้าป่ามาทอด เพื่อระลึกถึงหลวงพ่อ ขอจงปฏิบัติให้ได้ทุกปี ท่านจะมีแต่ความสุขความเจริญ ชีวิตจะไม่ตกต่ำเหมือนกับคำพรของหลวงพ่อ ที่เคยให้ไว้ "ขอศิษย์ทั้งหลาย จงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา" ก็ขอสมมุติยุติพระประวึติของหลวงพ่อไว้แต่เพียงเท่านี้ หมายเหตุ จากประวัติของหลวงพ่อ ไม่ปรากฏว่าท่านมาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านแคเมื่อใด แต่ต้องก่อนสงครามคือ ๒๔๘๔ แน่นอนในช่วงนี้ หลวงพ่อยังได้เรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี ได้เรียนวิชาทำผงจินดามณี, เรียนวิชามือยาว ฯ และยังได้เรียนวิชาทำผ้าขอด ไปได้กลับได้ และตะกรุดกระดูกงูจากหลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี อาจารย์ท่าน ๒ องค์นี้ มีหลักฐานแน่ชัด แม้ขณะที่พักจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย ยังได้เรียนวิชาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดนด้วย ในตำรารักษาไข้ได้กล่าวถึงเอาไว้ ก่อนมรณภาพตอนที่ท่านบ้มเจ็บ ท่านได้พูดกับศิษย์ว่า ถ้าจะให้วัดของท่านรุ่งเรืองทางอาคมเหมือนสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ต้องนิมนต์ศิษย์ท่านบวชอยูที่วัดนี้ถึง ๓ องค์ ทางศิษย์ได้ถาม ท่านว่าใครบ้าง ท่านตอบว่าอาจารย์เม่า(บ้านอยู่ใกล้วัดจั่นเจริญศรี) คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งคือ อาจารย์จิ๊ต (ชิต) (คนบ้านแค) แล้วท่านก็หยุดพูด เหมือนท่านจะนึกได้ว่าการนำคนที่มีอาคมถึง ๓ คน มาอยู่รวมกันนั้นเป็นไปได้ยาก (อาจารย์เม่า สำเร็จวิชา บังฟัน, บีบถ้วยปูนขาวให้ปากถ้วยเข้ามารวมกันได้, หลวงตาจิ๊ต ปัจจุบันบวชอยู่ ไม่ทราบวัด สำเร็จวิชาหินเบา เสกก้อนหินโยนลง น้ำลอยได็) ครูและอาจารย์ของหลวงพ่อ ต่อไปจะขอกล่าวถึงครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อ เท่าที่มีกลักฐานแน่ชัด ตลอดจนมนต์และคาถาที่หลวงพ่อเรียนมา ว่าเรียนมาจาก สายไหน กรืออาจารย์องค์ใด ถ้าไม่กล่าวถึงอาจารย์ของท่าน พระประวัติก็จะไม่สมบูรณ์ แต่จะขอกล่าวถึงอาจารย์หรือครูบาอาจารย์ที่สอนทางวิปัสสนาและอาคม ตลอดจนการทำเครื่องรางของขลังเท่านั้น แต่เดิมเมื่อ หลวงพ่อบวชตั้งแตพรรษาแรก อายุท่าน ๒๐ ปี พอพรรษาต่อ ๆ มาท่านก็เรียนเทศน์มหาชาติและเรียนนักธรรม จนกระทั่งพรรษา ๘ หรือ อายุท่านได้ ๒๘ ปี ท่านจึงเรียนวิปัสสนากรรมฐาน ครูบาอาจารย์ของท่านเท่าที่ทราบมีดังนี้ ๑. หลวงพ่อศรี วิริยะโสภิต หรือหลวงพ่อสี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระปรางค์ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี หลวงพ่อได้มาเรียน วิปัสสนา จะเรียนอยู่กี่พรรษาไม่แน่ชัด แต่มีหลักฐานแน่ชัดคือปีแรกที่เรียนวิปัสสนา ได้พักจำพรรษาที่วัดหนองตาแก้ว อ.เดิมบางนางบวช หลวงพ่อได้ปลูกต้นสมอไว้ ๑ ต้น, ขุดสระไว้ ๑ สระ ปึจจุบันศักดิ์สิทธิ์มาก ได้จำพรรษาที่วัดนี้เพียง ๑ พรรษา เท่านั้น แสดงว่าหลวงพ่อได้เรียนวิปัสสนาและอาคมเพียงปีเดียวก็สำเร็จ นอกจากนั้นหลวงพ่อศรียังมีศิษย์ที่เป็นพระมีวิชาดีหลาย องค์ เช่น หลวงพ่อทอง วัดพระปรางค์, หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี หลวงพ่อเฟื่อง วัดแหลมคาง, หลวงพ่อ ฟัง วัดสะเดา สิงห์บุรี, พระครูพิมพ์ วัดสนามชัย อ.สรรคบุรี, หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา อ่างทอง, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงปู่ปรง วัดธรรมเจดีย์ จ.สิงห์บุรี ฯ หลวงพ่อศรีนี้ ปัจจุบันเหรียญท่านรุ่นแรกและรุ่นเดียวของท่านมีราคาแพงมาก แพงอันดับ ๑ ของจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อท่านมรณ ภาพ ได้ทำฌาปนกิจ ปรากฏว่ามีดาวขึ้นใจเวลากลางวัน แม้รูปหล่อท่านกับสถูป ที่เก็บอัฐิของ ท่านปัจจุบันศักดิ์สิทธิ์มาก ๒. หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อได้เดินทางมาเรียนวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเดิม แต่ไม่ได้พักที่วัดหลวงพ่อเดิม แต่พักที่วัดบางตาหงา อ.บรรพตพิสัย เฉพาะที่พักจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย ท่านอยู่ถึง ๗ พรรษา สมัยนั้นพระครูพิมพ์ยังเด็ก ได้เป็นเด็กวัดหิ้วปิ่นโตให้ เมื่อหลวงพ่อกลับมาแล้ว ยังเดินทางไปเรียนวิชาเพิ่มเติมอยู่เสมอ สมัยนั้นเดินด้วยเท้า เคยเดินไปกับลุง ลอน ยังมีหลักฐานรูปถ่ายทั้งที่วัดและที่ลุงลอน หลวงพ่อได้เรียนวิชาทำมีดหมอ, ตะกรุด, และแหวนแขน เรื่องแหวนแขนนี้ หลวงพ่อเดิมทำเป็นและเก่งด้วย กับหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว นั้นชอบพอกัน ยังเคยพบรูปถ่ายหลวงพ่อกัน ที่กุฏิหลวงพ่อ ศิษย์ร่วม อาจารย์ คือ หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู อ.พรรพตพิสัย ๓. ครูบาอาจารย์องค์อื่น ๆ นอกจากหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ แล้วยังมีอาจารย์องค์อื่น ๆ อีกหลายองค์ แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าหลวงพ่อเรียนมาเมื่อไรตอนไหน แต่ใจตำราคาถาของหลวงพ่อได้เขียนเอาไว้ชัดแจ้ง คือ หลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง หลวงพ่อได้เขียนผ้ายันต์ และผ้าขอดแบบเดียนกันและได้เขียนชื่อเจ้าของตำราเอาไว้, หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อ.เดิมบาง หลวงพ่อได้นำพระถอดพิมพ์แบบของหลวงพ่ออิ่ม, ทำผ้ายันต์แบบเดียนกันและเขียนชื่อ หลวงพ่ออิ่มเอาไว้, หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน นครสวรรค์ หลวงพ่อเขียนคาถาเอาไว้ และเขียนชื่อเจ้าของเอาไว้ คือหลวงพ่อพวง, หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี จ.อุทัย หลวงพ่อเล่าให้หมอเฉลียว เดชมา เอาไว้ว่า เคยมาเรียนแพทย์แผน โบราณ และต่อกระดูก, ครูฟุ้ง, ครูจำปี ศิษย์ในสายหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา ถ่ายทอดวิชาสะเดาะกุมารในท้องให้ หลวงพ่อและวิชาถอนคุณถอนของพอกแป้ง ให้หลวงพ่อ, ครูลุน, ครูเพ็ง อาจารย์แหล่ม วัดท่าช้าง เป็นศิษย์สายหลวงพ่อ กลั่นวัดพระญาติ อยุธยา ถ่ายทอดวิชาอาบว่านยา, วิชาหินเบา, วิชาสัก, โดยเฉพาะวิชาสักและอาบว่านยานี้ ทำให้หลวงพ่อโด่งดัง เป็นที่ยอมรับของศิษย์ มีหลายคนที่สักยันต์จากหลวงพ่อไป ยิ่งไม่ออก นายปาน ถ่ายทอดวิชาลงนะและตัวเฑาะของหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง, นอกจากนั้นหลวงพ่อยังได้สืบทอดคาถาและยันต์ของหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว วัดนี้อยู่ใกล้วัดหลวงพ่อ ยันต์และ คาถานี้ตรงกับหลวงปู่ศุข ได้ศึกษาตำราเล่มเดียวกับหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว หลวงพ่อเฒ่ามีพรรษาแก่กว่า (ในอำเภอสรรคบุรี หลวงพ่อเฒ่าดังมาก ดังกว่าหลวงพ่อปากคลองและดังกว่าหลวงพ่อ) หลวงพ่อยังได้ตำราเสกผ้าอาบเป็นกระต่าย, ยังได้วิชาจระเข้ และเสือสมิงสามารถทำได้ ปัจจุบันมีศิษย์ที่ทำได้จริง ๑ คน และรู้คาถานี้ ปลุกได้เียนแต่แปลงร่างไม่ได้ อีก ๑ คน ก็ขอยุติครูบา- อาจารย์ของท่านแต่เพียงนี้ เอาเฉพาะที่มีลายมือของท่านเขียนบอกเอาไว้ ปฏิปทาของหลวงพ่อ ต่อไปจะขอกล่าวถึงปฏิปทาของหลวงพ่อ จะบอกกล่าวเพียงสังเขป พอสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้ คือ ๑. พูดน้อย หลวงพ่อเป็นพระที่พูดน้อย กับคนทั่วไปจะพูดน้อย พูดสุภาพ ระวังตัว ถามคำหนึ่งตอบคำหนั่ง แต่ถ้าเป็นศิษย์ใกล้ ชิด ท่านจะพูดมึงกู ใช้ภาษาแบบเก่า ถ้าเป็นหญิงท่านจะพูดว่าอีหนู, หนู, คุณหนู ๒. ชอบเลี้ยงสัตว์ หลวงพ่อชอบเลี้ยงสัตว์ โดยปล่อยให้อยู่อย่างอิสระ ยกเว้นลิง ที่ชอบมากคือสุนัขหรือหมา คือหลวงพ่อชอบ ธรรมชาติจึงปลูกต้นไม้ด้วย ๓. รักและเมตตาศิษย์ หลวงพ่อจะเมตตาต่อศิษย์ ไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ว่าคนดี หรือคนบ้า ไม่ว่าคนหรือหมา ท่านเมตตา เท่า เทียมกัน ไม่เลือกแม้ดีหรือเลว ติดผง หรือเป็นหญิงหาเลิน ท่านไม่เคยแสดงอาการรังเกียจดูเหมือนจะเมตตาคนบ้า คนจน คนมีปัญหามากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ ๔. ชอบแจกวัตถุมงคล หลวงพ่อไม่ชอบการจำหน่ายวัตถุมงคล โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่ท่านทำขึ้นท่านชอบให้คนมีปัญหา ทุกข์ร้อนทางใจ ใครที่จะมาเช่าบูขาเอาไปมาก ๆ ท่านจะไม่ให้ แม้คนยากคนจน แม้ชอบ หรือมีความจำเป็นท่านก็ให้ ไม่คำนึง ถึงความยากลำบากในการทำ หรือต้นทุนการทำ ๕. ชอบสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อไม่ชอบการจำหน่ายวัตถุมงคล โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่ท่านทำขึนท่านชอบ ให้กับคนมี ปัญ หาทุกข์ร้อนทางใจ ใครที่จะมาเช่าบูชาเอาไปมาก ๆ ท่านจะไม่ให้ แม้คนยากคนจน แม้ชอบหรือมีความจำเป็นท่านก็ให้ ไม่คำนึงถึง ความยากลำบากในหารทำ หรือต้นทุนการทำ ๖. ชอบเก็บตัวเร้นลับ หลวงพ่อไม่ชอบรับนิมนต์ ไม่ว่างานอะไรทั้งสิ้น ชอบอยู่แต่ในกุฏิ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่รับกิจนิมนต์ ๗. ชอบคนจริง หลวงพ่อชอบศิษย์ที่เป็นคนจริง ใจถึง ท่านจึงเลี้ยงหมาเอาไว้ เอาไว้ขู่ศิษย์ที่มาหา เพราะท่านจะทำพระ คือ ถ้าศิษย์จำเป็นจริง ๆ ตั้งใจมาหาท่านจริง ก็จะพยายามต่อสู้กับหมา คือป้องกันคนรบกวนท่านมากเกินไป และหมาท่านนี้ ท่านห้าม ไม่ให้ศิษย์ดูหมาให้ใครด้วย ยกเว้นท่านจะดูให้เอง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงท่านจะดูให้อย่างดี ๘. เป็นผู้คงแก่เรียน หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบศึกษาค้นคว้า ชอบเรียนเวทมนต์ คาถา อักขระ เลขยันต์ วิชาต่าง ๆ เครื่องราง ชนิดต่าง ๆ หลวงพ่อสามารถทำได้ทุกแบบ มีตำราเลขยันต์ยาว ๓-๔ วา ไม่รู้ว่ากี่เล่ม คัดลอกโดยลายมือท่าน ครั้งหนึ่งที่ บางตา หงาย อ.บรรพตพิสัย เขานิมนต์พระมาสวดแก้อาถรรพณ์, เสนียดจัญไร มีพระระดับหลวงพ่อมาหลายองค์ ทางเจ้าภาพเป็น คน ใหญ่ คนโต ได้นิมนต์หลวงปู่ หลวงพ่อ แต่ละองค์สวดมนต์ พอนิมนต์มาถึงหลวงพ่อกวย หลวงพ่อสามารถว่าคาถาได้ ๓-๔ ชั่วโมง โดยไม่จบ จนเจ้าภาพต้องนิมนต์ให้จบ เพราะเกรงใจท่าน เรื่องนี้หลวงพ่อเจ้ย วัดห้วย, หลวงตาสมาน วัดหัวเด่น ยืนยันได้ ๙. ชอบให้ทาน หลวงพ่อชอบให้ทาน คือท่านคงชอบ เคารพ และศรัทธา ในพระมหากัจจายน์,พระสิวลีและพระเวสสันดร ท่านจะอุ้มบาตรพร้อมข้าวตอก, ข้าวสาร, เกลือ, พระพิมพ์, สตางค์เหรียญฯ นำเอามาแจกเป็นทาน ในงานประจำปี หรืองานผ้าป่า เป็นประจำ ถ้าเจอคนแก่ท่านจะให้คนแก่เอื้อมไหหยิบของในบาตรท่าน ท่านจะพูดว่าอยากได้อะไรก็หยิบเอา แก่แล้วไปแย่งกับเขา เดี๋ยวเขาจะเหยียบเสียตาย เกี่ยวกับเรื่องให้ทานนี้ แม้หวยบางครั้งท่านก็บอก วิธีการบอกของท่านคือ ถ้ามีคนมาขอหวยไม่ยอมไป ท่านจะจดใส่กระดาษม้วนให้ หรือบางทีก็ไม่ม้วนและโยนให้ ให้ตรง ๆ เลย ไม่ใบ้ ๑๐. ไม่หวงลาภสักการะ หลวงพ่อเป็นพระที่ไม่สนใจเงินทอง ใครถวายท่านก็รับ แล้ววางไว้ข้างตัว พอศิษย์หรือแขกกลับ ท่านก็ลุกเข้ากุฏิโดยไม่สนใจเงินทอง ต้องมีกรรมการวัดหรือพระมาคอยเก็บ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ท่านจะบอกปัด หรือท่านจะลองใจ คนมานิมนต์ก็ไม่รู้ ท่านจะพูดว่า ไปหาแพ ซิ (หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง) ไปหาจวน ซิ (หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม) หรือพูดว่าไป หาเชื้อ ซิ (หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ) ท่านจะพูดว่านิมนต์เขาไปปลุกเสกซิ ของจะขายดีคือวัตถุมงคลก็จะจำหน่ายดี โดย ท่านจะบอกทางให้เสร็จ โดยท่านจะถ่อมตนว่า เอาท่านไปปลุกเสก คนเขาไม่มีใครรู้จักท่าน ของก็จะขายไม่ดีคือ วัตถุมงคลก็จะ จำหน่าย ไ่ม่ค่อยได้ เพราะไม่มีใครรู้จักท่าน ๑๑. ฉันอาหารมื้อเดียว หลวงพ่อถือธุดงค์วัตร ข้อฉันอาหารเพียงเวลาเดียว เป็นเวลาถึง ๓๐ กว่าปจนกระทั่งมรณภาพ ก่อน มรณภาพ ๑ ปี หลวงพ่อได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท หมอได้วินิจฉัยว่าหลวงพ่อเป็นโรคขาดอาหารมา ๓๐ กว่าปี ได้ให้โปรตีนช่วย แ้เมื่อกลับวัดแล้วทางแพทย์ขอให้ท่านฉันอาหาร ๒ เวลา ท่านก็ไม่ยอม ๑๒. ไม่ลงให้ใคร หลวงพ่อเป็นพระที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากไม่ประจบ หรือลงให้ใคร เข้าใจว่าท่านเคยลง ให้ครูบาอา จารย์ท่านมามากแล้ว แม้พระผู้ใหญ่เมื่อไปเจอกันในงานสำคัญ ๆ ท่านก็ไม่เข้าไปกราบ ไม่เข้าไปพูดคุยด้วย แม้ศิษย์หรือผู้เคารพ นับถือท่าน เป็นคนใหญ่คนโตระดับนานอำเภอหรือทหารระดับนายพัน นายพล ท่านก็ไม่สนใจ ไม่ต้อนรับพิเศษ ไม่ถามชื่อ ถ้าไม่ พอใจ บางทีท่านยังพูดมึง กู คือครั้งหนึ่งนายอำเภอมาหาท่าน เมื่อเจอท่าน อยู่ที่วิหารด้านล่างได้ไต่ถามท่านว่า หลวงตา กุฏิหลวง พ่อกวย อยู่ที่ไหนท่านได้ชี้ไปที่กุฏิท่านและนายอำเภอก็ขึ้นกุฏิไปหาท่าน ปรากฏว่าโดนหมากัด ท่านก็ขึ้นตามไป พอนายอำเภอ ทราบว่าท่านคือหลวงพ่อกวย ได้ต่อว่าท่านที่ท่านปล่อยให้หมากัด และได้แนะนำตัวว่าเป็นนายอำเภอ แทนที่ท่านจะพูดดีด้วย ท่านกลับพูดว่า"แล้วใครใช้ให้มึงมาหากู" งานนี้เข้าใจว่านายอำเภอ คงจะด่าท่านแหลกลาน ๑๓. มั่นใจจึงแจก หลวงพ่อได้สร้างวัตถุมงคล, พระพิมพ์ เพื่อให้ศิษย์ไว้ป้องกันตัว เพื่อบำบัดทุกข์ทางใจ เพื่อความร่ำรวย เพื่อความสุขความเจริญ ก่อนที่หลวงพ่อจะมอบวัตถุมงคลให้ใคร หลวงพ่อต้องทดลองดูก่อนว่ากันมีด กันปืนได้หรือไม่ เช่น หลวงพ่อจะจารอักขระไว้ที่ต้นไม้ ต้นที่คนชอบเอาปืนยิง แล้วหลวงพ่อจะคอยฟังดูว่า จะยิงออกหรือไม่ออก บางครั้งก็ลองเสกกิ่ง ไม้ใบไม้ ให้คนทดลองยิงดู โดยลองดูว่าคาถาบทนี้จะขลังใช้ได้จริงหรือไม่ เมื่อตอนจะสัก ก็ลองสักให้คนที่มีคนหมายปองชีวิต ว่าจะยิงออกหรือไม่ หรือเข้าหรือไม่ แม้พระสมเด็จของท่านเมื่อทำออกมาใหม่ ๆ ท่านจะลองให้คนที่มีหนี้สินจะล้มละลาย หรือ คนยาก คนจน เป็นต้น แล้วท่านก็คอยดูว่าเขาจะดีขึ้นหรือไม่ เมื่อเห็นว่าดีจึงแจกออกไป ๑๔. อุปนิสัยแปลก หลวงพ่อเป็นพระที่มีอุปนิสัยหรือปฏิปทาแปลกพระทั่ว ๆ ไป ในบางอย่าง เช่น ไม่ชอบจำหน่ายวัตถุมงคล ชอบแจกชอบให แต่ให้เอาไปใช้เอาไปบูชา มีบางคนได้มาหาท่านมาขอเช่าวัตถุมงคลจากท่าน บางครั้งท่านตอบไม่มีเฉย ๆ ก็เคย เข้าใจว่าไม่ชอบให้เช่า คือท่านไม่ชอบจำหน่ายของ รู้สึกท่านละอายใจแต่ถ้าขอเฉย ๆ โดยไม่นับถือจริง ๆ บางครั้งท่านก็ตอบไม่มี เฉย ๆ ก็เคย การเข้าไปขอวัตถุมงคล ถ้าขอโดยไม่เกรงใจ เช่น ท่านจะออกมาพบศิษย์ต่อเมื่อฉันข้าวเช้าและประมาณ ๑๐ โมงเช้า ถ้าศิษย์นไหนมาหาเบบไม่เกรงใจ คือเรียกท่านแบบไม่เกรงใจ คือจะเช่าของหรือขอของวัตถุมงคลนั่นแหละ แต่ทำแบบไม่เกรงใจ คือเรียกท่าน บางครั้งท่านจะยิงเอาด้วยคันกระสุน ก็เคยมี นับว่าหลวงพ่อเป็นพระที่แปลกกว่าพระทั่วไป คือเอาคันกระสุนยิงศิษย์ ก็เคยมี ก็ขอยุติปฏิปทาของหลวงพ่อเพียงนี้ เรื่องปฏิปทาของหลวงพ่อนี้มีบางคนไม่ชอบท่าน เช่น ท่านเลี้ยงหมาเอาไว้ขู่ศิษย์ บาง ครั้งก็กัดจริง ๆ ทำให้ศิษย์บางคนไม่พอใจท่าน อีกข้อหนึ่งที่คนไม่ชอบท่านคือพบยาก เขาว่าหลวงพ่อไม่คอยต้อนรับแขก เขาเลยไปหาหลวงพ่อองค์อื่น เขาไม่เข้าใจว่าหลวงพ่อกำลังพิมพ์พระอยู่ หรือทำตะกรุดอยู่ ผู้วิเศษเมืองสรรค์ คุณวิเศษในตัวของหลวงพ่อนั้น ลูกศิษย์ยกย่องว่าหลวงพ่อคือผู้วิเศษเมืองสรรรค์อย่างแท้จริง เมืองสรรคบุรี คืออำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เกจิอาจารย์ของเมืองนี้ที่จำได้ รุ่นปู่มี ๑ องค์คือ หลวงพ่อเฒ่า (ปั้น) วัดค้างคาว ส่วนรุ่นพ่อมี ๓-๔ องค์ คือ หลวงพ่อคง วัดใหม่บำเพ็ญบุญ หลวงพ่อปลื้ม วัดสังฆาราม หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง และหลวงพ่อโม วัดจันทาราม ส่วนรุ่นสุด ท้ายหรือรุ่นลูกมี ๓ องค์ คือ หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ และองค์สุดท้ายคือหลวงพ่อพิมพ์ วัดสนามชัย หลังจากหลวงพ่อพิมพ์มรณภาพไปแล้วก็ยังไม่ปรากฏว่ามีเกจิอาจารย์ท่านใดที่คนเมืองสรรค์ยอมรับอย่างเต็มปาก ในจำนวนเกจิอาจารย์ที่กล่าวมามีเพียง ๒ ท่านที่มีดวงจิตมหัศจรรย์จนศิษย์ยอมรับและตั้งฉายาให้ว่า เป็นผู้วิเศษ ไม่ว่าจะบนบาน บอกเล่าอย่างไร ใกล้ไกลแค่ไหน ถ้ารู้ถ้าช่วยได้ท่านจะช่วยทันที ท่านผู้นั้นคือหลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว และหลวงพ่อกวย วัดโฆษิต ราม สำหรับหลวงพ่อเฒ่านั้นรู้จักในวงแคบเฉพาะอำเภอสรรคบุรีเพราะเป็นพระรุ่นปู่และไม่ได้สร้างวัตถุมงคลอะไรไว้มากมาย โดยเฉพาะเหรียญ เพิ่งมาสร้างสมัยหลวงพ่อกวยและหลวงพ่อกวยก็ปลุกเสกให้ วัตถุมงคลที่สร้างสมัยก่อนนั้นก็มี ผ้าแดง ผ้าอาฬา รวยักษ์ (ผ้ายันต์ค่ายกล) และผ้าขอด ปัจจุบันก็ชำรุดเกือบหมดแล้ว ส่วนหลวงพ่อกวยนั้น ได้ดำเนินรอยตามอาจารย์ปู่คือหลวงพ่อ เฒ่า วัดค้างคาว แต่ชีวิตเป็นของน้อย วันเวลาของท่าน ท่านได้ทุ่มเทเวลาสร้างเตื่องรางของขลังให้ศิษย์ ท่านมีปฏิปทาสันโดษ ชอบเก็บตัวเร้นลับเพื่อที่จะได้ใช้เวลาอันน้อนนิดนี้ได้สร้างวัตถุมงคลที่เป็นของจริงให้ศิษย์ แม้หนังสือพระเครื่องจะมาขอนำพระ ประวัคิของท่านไปลงตีพิมพ์ ท่านก็ปฏิเสธ ท่านเกรงว่าคนจะมารบกวนท่านมากไปจนไม่มีเวลาของวิเศษให้ศิษย์ได้คุ้มครองตน ก่อนจะกล่าวถึงอภินิหารย์ในดวงจิตของท่าน จนท่านได้รับฉายานี้ จะขอกล่าวคุณวิเศษในตัวท่านที่ท่านเรียนวิชามา จะขอเรียง ลำดับเป็นข้อ ๆ เท่าที่จำได้ดังนี้ ๑. ท่านมีมันสมองมาก ศีรษะแบบศรีษะช้าง ตรงกลางเป็นลอน แล้วโหนกหน้าโหนกหลัง ท่านสามารถท่องจดจำคาถาโองการ ต่าง ๆ ที่ยาวได้ ขณะเป็นเด็กวัดเรียนแค่ประถม ๒ ท่านสามารถจดจำวันเวลาที่ผ่านมาได้ แม้จะนานแสนนาน คล้ายสมองของท่าน รีวายแบบเทปได ้สามารถบอกเวลาเกิด, เวลาบวช เวลาไปที่ใด สามารถบอกได้บอกออกมาเป็นวัน เดือน ปี เวลาเท่าไร กี่นาฬิกา นาที ๒. มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ รู้อดีตได้ ใครจะมาเรื่องอะไรท่านรู้ล่วงหน้าได้ ท่านจะไปสวดมนต์ ไปช้าไปเร็วท่าน รู้ หวยจะออกอะไรท่านรู้ ใครมาหาท่าน ท่านรู้ แม้ท่านล้มเจ็บจะมรณภาพท่านก็รู้ ๓. ยิงกระสุนทางคดได้ หายตัวได้ ๔. เป่าแหวนเข้านิ้วผู้อื่นได้แม้นั่งอยู่ไกล ๕. ทำให้ถ่ายรูปไม่ติดได้ ๖. ทำให้คนที่มาหาจำท่านก็ได้ จำท่านไม่ได้ก็ได้ ๗. เสกสะเก็ดไม้ให้ปืนยิงไม่ออกก็ได้ ๘. ขอดผ้าให้ปืนยิงไม่ออกก็ได้ ๙. เรียกมดลงรูได้ ๑๐. เสกข้าวให้ไก่กิน ใครกินไก่, กินไข่ไก่ เป็นขี้กลากก็ได้ ๑๑. เอาเชือกผูกหินแล้วลองตีศิษย์ ศิษย์ไม่เจ็บก็ทำได้ ๑๒. คนกำลังยิงปืนบอกให้ยิงไม่ออกก็ได้ ๑๓. เอามือบีบหัวแม่มือตัวเองทำให้คนปวดหัวหายปวดหัวได้ ๑๔. เอามีดถากไม้ ทำให้คนกระดูกหักหายได้ ๑๕. ภรรยาปวดท้อง จะคลอดลูก ทำให้ไปปวดที่สามีได้ ๑๖. ใครมาตามให้พ่นป่วง ให้คนที่มาตามกินน้ำมนต์ คนที่เป็นป่วงอยู่ทางบ้านหายได้ ๑๗. เสกคนเป็นจระเข้ได้ ๑๘. สามารถแปลงร่างเป็นเสือได้ ๑๙. สามารถเสกก้านกล้วยเป็นงูเขียว ๒๐. สามารถเสกผ้ารัดเอวเป็นงูเห่าได้ ๒๑. สามารถเสกใบแจงเป็นตัวต่อได้ ๒๒. สามารถตัดกระดาษแดงใส่ธูปเป็นปลากัด กัดกันได้ ๒๓. สามารถหยิบถ่านแดง ๆ ในเตาได้ ๒๔. สามารถหยิบของในที่ไกลได้ ๒๕. ท่านเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ บางครั้งเป็นทันตาเห็นเลย ๒๖. ปลุกเสกวัตถุมงคลลอยน้ำได้ เสกให้ลอยในอากาศก็ได้ ๒๗. พูดกับต่อให้ไปต่อยคนได้ พูดกับเต่าให้ไปตามคนได้ ๒๘. ส่งพระให้ศิษย์ทางเมล์อากาศโดยไม่สอดซองติดแสตมป์ได้ ๒๙. ศิษย์โดนทำร้ายอยู่ใกล้ไกล้แค่ไหนสามารถรู้ได้ ยังมีคุณวิเศษของหลวงพ่อนี้มีหลักฐานผู้ที่ได้วิชาไปดังนี้ นายเฉือน ปั้นสน คนหนองแขม สามารถขอดชายผ้า ยิงไม่ออก, หมอ เฉลียว เดชมา ได้วิชาตีไม่เจ็บ, เสือผ่าน อ้นฉ่ำ, หมอแจ๋ ได้วิชาบังไพรหายตัวได้, หลวงตาจิ๊ด สามารถเสกหินลอยน้ำได้, นายยุทธ ยิ้มจู เรียกมดลงรูได้, นายแดง สว่างศรี ได้คาถาหัวใจแมลงป่อง สามารถจับแมลงป่องได้ไม่ต่อย, นายชัย คนทางวัดค้างคาว ได้ คาถาหัวใจนาคราช สามารถจับงูได้งูไม่กัด อาจารย์เหวียน มณีนัย คนท่าทอง สามารถผ่าไม้รวกได้ด้วยมือ, อาจารย์ตี๋ สำนักสงฆ์ เขาเขียว นั่งบนน้ำได้, อาจารย์เม่าบีบถ้วยแบบถ้วยสังคโลก ให้ปากถ้วยรวมเข้ามาหากันได้, ใช้มีดบังฟันก็ทำได้ สรุปคุณวิเศษของหลวงพ่อ ๑ เป็นผู้มีลาภ หลวงพ่อเป็นพระที่อุดมลาภ ท่านได้ปฏิบัติตนเหมือนพระเวสสันดร, ปฏิบัติตนเหมือน พระสีวลีเถระ, เหมือน พระสังกัจจายน์ ชอบทำทานเป็นที่สุด และยังได้ติดต่อกับพระสิวลีได้ แม้ที่กระถางธูปท่าน ท่านก็ทำธงพระสิวลีบูชาอยู่ ท่านสวด คาถาบูชาทุกวัน ทำให้ท่านเป็นพระที่อุดมลาภ มีคนมาขอหวยท่าน ถ้าท่านเห็นว่าพอมีโชคลาภท่านจะเขียนให้ตรง ๆ เลย กับคน ใกล้ชิดกับท่านถ้าไปไหนด้วยกันถามท่านว่าเลขไหนดี ท่านจะบอกออกไปเลย แม้ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านยังเขียนเลขไว้ในฝ่า มือ ถ้าใครมีโชคมีลาภมาเยี่ยมท่าน ท่านจะแบมือให้ดู แม้มรณภาพไปแล้ว ใครบูขารูปท่านอยู่ ขอโชคขอลาภจากท่าน ท่านให้ได้ จะให้เลย มีคนถูกหวยเพราะบูชารูปท่าน มีเป็นร้อยคน บางคนได้ส่งเงินมาทำบุญมูลนิธิ ตก ๑ หมื่นบาท เพราะถูกหวยจากการขอ พรท่าน มีคนถูกหวยกันมาก ชนิดไม่เคยมีปรากฎมาก่อน ผมเคยไปวัด มีคนมาแก้บนชื่อเรณู บ้านอยู่ทางวัดค้างคาว ถูกหวยติดต่อ กัน ๑๘ งวด เกี่ยวกับหารที่ท่านเป็นผู้อุดมลาภนี้ เมื่อมีคนบูชารูปท่านจะปรากฏว่ามีความสุข ความเจริญ ซื้อง่าย ขอยคล่อง สมกับ คำพรของท่านที่เคยให้แก่ศิษย์ไว้คือ "ขอให้อย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา" ๒. เป็นผู้คงแก่เรียน หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบศึกษาค้นคว้า เรียนมามากไม่ว่าตำรายา, ตำรายันต์, คาถาอาคม เรียนมาแทบทุก แทบทุกยันต์ ปัจจุบันตำรายาของท่านที่ท่านเรียนเอาไว้ จดใส่สมุดเล่มหนา ๆ เอาไว้ตก เกือบ ๑ ร้อยเล่ม ตำรายันต์ต่าง ๆ มีเก็บไว้ เป็นตู้ จดเองกับมือ คาถายาว ๆ ท่องได้หมด เครื่องรางทำได้เกือบทุกชนิด ทำได้ขลังด้วย ไม่ว่าผลัดแหวนแขน, ตะกรุด, เชือก คาดเอว, ผ้ายันต์, กุมารทอง, รัก-ยมฯ วัตถุมงคลรุ่นแรก ๆ ท่านทำเองกับมือด้วย เช่นพระหินแกะ, กระเบื้องแกะ, กุมารทองกระ ดูกผีแกะ ท่นยังเคยทำ ตัว พ.พาน ที่ทำจากก้านธูปพันด้วยสายสิญจน์ มอบให้ศิษย์ใกล้ชิด คือหมอเฉลียว เดชมา, กับนายที ทำให้ ไว้คนละตัว เมื่อหมอเฉลียวถามท่านว่าหลวงพ่อทำเป็น น่าจะทำออกแจกมาก ๆ หลวงพ่อตอบว่า "เอาไว้ให้หลวงตาเย็น เอาไว้ สร้างโบสถ์มั่ง ไปทำซะหมดทุกอย่างได้อย่างไร" หลวงพ่อยังสามารถทำเตื่องรางของขลังได้อัศจรรย์ คือสามารถเตือนภัยได้ สิ่งนั้นคือ แหวนแขน สามารถเตือนภัยรัดแขนได้ ไม่ปรากฏมีมาก่อน สรุปได้คือ หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบศึกษาทางอาคมมาก ไม่ว่า วิชาตำรายา, ตำรายันต์, อาคม ที่ปรากฏชื่อของครูบาอาจารย์เข้าของยันต์ เจ้าของอาคม ที่มีอยู่เป็นหลักฐานยืนยันได้และเป็นที่รู้ จัก คือ หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ, หลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง, หลวงอิ่ม วัดหัวเขา, หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน, หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ฯ เฉพาะที่เป็นยันต์ต่าง ๆ กันภัย กันปืน, ค้าขาย, เมตตา, กันกระทำ, หายตัว, กัน ยมฑูต, กันเพลี้ย, กันหนอน, ยันต์ ปลุกให้ตื่น ฯ เฉพาะที่เป็นยันต์ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อเรียนมา มีหลายร้อยยันต์ท่านได้เขียนผ้ายันยัน ต์ เอาไว้ยันต์ละ ๑-๒ ผืน ได้ผ้ายันต์ถึงหลายร้อยผืน แม้แต่อาคมแปลก ๆ ท่านก็เรียนเอาไว้ ที่เด่นที่สุด คือ คนปวดหัว ปวดท้องถ้า ไปบอกท่าน ท่านจะเอามือบีบนิ้วโป้งท่าน ปรากฏว่าคนปวดหัวปวดท้องหาย คนจะออกลูก จะให้สามีปวดแทน ท่านก็ทำได้ นับว่า หาได้ยาก แม้วิชาชั้นสูงสุด เช่น ผูกหุ่นพยนต์เป็นสัตว์ต่าง ๆ เสกก้านกล้วยเป็นงูเขียว, วิชาเสือสมิง, วิชาแปลงร่างเป็น จระเข้หลวงพ่อก็ทำได้ ุ๓. เป็นผู้มีดวงจิตมหัศจรรย์ หลวงพ่อเป็นพระที่มีเมตตาต่อศิษย์ต่อคนทั่วไป เมื่อหลวงพ่อฝึกจิต จนได้หูทิพย์, ตาทิพย์ เมื่อ ทราบว่าศิษย์หรือผู้เคารพนับถือ ตกทุกข์ได้ยาก เดือดร้อน ขอโชคขอลาภ เมื่อท่านทราบถ้าช่วยได้จะช่วยทันที ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่อง ใหญ่ เรื่องไกลเรื่องใกล้ หรือเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถ้าช่วยได้จะช่วยเลยไม่ลังเล ถ้าเป็นเรื่องดี เรื่องค้าเรื่องขายยิ่งชอบช่วย จิตของท่าน กว้างไกลมาก แม้อยู่ต่างประเทศก็ช่วยได้เคยมีศิษย์ของท่านไปรบที่ลาว ถูกล้อมอยู่ ท่านเคยถอดจิต เดินนำหน้าศิษย์ฝ่าวงล้อมออก ไปได้ เพียงแค่ร้องขอให้ท่านช่วย บางคนตัดรูปท่านในหนังสือเอาไปบูขา รูปไม่ได้ปลุกเสก ขอพรต่อท่าน ซื้อหวยถูกได้ บางคน ได้ขอพรต่อรูปท่านในหนังสือยังถูกหวยได้ บางคนก็ไปสมัครงาน เขารับวุฒิ ปวส. แต่ศิษย์ท่นจบวุฒิ ปวช. คือวุฒิต่ำกว่า ได้บอก เล่าท่านปรากฏว่าเขารับ ซึ่งแปลกมากทั้ง ๆที่วุฒิ ปวส. ก็มีตัวให้เลือก เรื่องจิตของท่านที่เมตตาศิษย์และคนทั่วไปนี้ เมื่อท่าน สร้างวัตถุมงคล ท่านจึงไม่มีข้อห้าม ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะดีหรือบ้า จะประกอบอาชีพอะไร ก็บูชาของท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นนัก ร้อง, ดารา, ผู้หญิงบาร์, หมอนวด หรือโสเภณี ใช้ได้หมด ผู้ชายจะเป็นเสือเป็นโจร หรือเป็นพวกรถไฟ, เรือเมล์, ลิเก, ตำรวจ, ก็ใช้ ได้ เพราะจะทำให้ผู้นั้นได้ประพฤติปฏิบัติเป็นคนดีขึ้นในเวลาต่อมา สรุปคือ หลวงพ่อเป็นผู้มีลาภ, มีวิชาดี, มีเครื่องรางดี, มีจิตดี การสร้างและการปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบทำวัตถุมงคลเอง เช่นทำพระเนื้อดินเอง ทำพระเนื้อผงเอง มีความตั้งใจทำสูงมาก แม่พิมพ์พระสมเด็จ เป็นแม่พิมพ์ที่ใช้มือบีบเอง ทำทีละ ๑ องค์ ส่วนแม่พิมพ์พระเนื้อดินใช้แม่พิมพ์ดิน โดยมากใช้วิธีถอดพิมพ์จากของเก่า เคยมีศิษย์ ได้พระกรุ องค์ต้นแบบที่ใช้ถอดพิมพ์ เช่น พิมพ์สรรค์ ส่วนแม่พิมพ์ชนิดดิน เมื่อพิมพ์ ไม่ชัดเจน ท่านจะเก็บรวม ๆ ไว้กับพระชนิด ชัดเจนถ้าเป็นแม่พิมพ์พระสมเด็จท่านจะโยนลงสระน้ำ แม่พิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ ๙ ใบ ด้านหน้าท่านตัดใจทิ้งไม่ได้ ได้ให้อาจารย์ ตั้วเก็บรักษาไว้ ปัจจุบันอาจารย์ตั้ว ก็ทำพระออกจำหน่ายพิมพ์ปรกโพธิ์ ๙ ใบ แต่เปลี่ยนยันต์ข้างหลัง คือแกะพิมพ์ใหม่ ส่วนแม่ พิมพ์เนื้อดินที่ไม่สวย มีหลายพิมพ์ หมอเฉลียว เดชมา เก็บรักษาไว้ ตะกรุด ท่านจะจารเองทุกดอก ม้วนเองทุกดอก ทำสายเอง บางดอกท่านจะถักหุ้มเอง ส่วนมีดยุคแรก ท่านตีเองกับพ่อแก่อุ้ยกับลูกเขย คือลุงคลี่ ยิ้มจันทร์ คนบ้านคู ยุคต่อมาเป็นช่างพยุหะ คือ พ่อแก่อุ้ยตาย มีดนี้ท่านใส่ด้ามเองทุกเล่ม แหวนแขน ท่านทำเอง ลงรักเอง ทำเองทุกวง ปลัดยุคแรก เป็นชนิดไม้ ท่านเหลาเอง จารเอง ยุคต่อมา เป็นตะกั่วนม ผสมเงิน ท่านสั่งทำบ้าง หล่อเองบ้าง จารบ้างๆไม่จารบ้าง วัตถุมงคล เช่น เหรียญรุ่น ๑,๒ รูปหล่อ บูชารุ่น ๑,๒ รูปหล่อเล็กรุ่น ๑,๒ ท่านดำเนินการเองทุกอย่าง ติดต่อช่างสั่งทำออกแบบ ยกเว้นเหรียญรุ่น ๓ ท่านให้ศิษย์ออกแบบ คือศิษย์เขาชอบโล่ฝรั่ง ส่วนรูปหล่อรุ่น ๒ ชนิดเล็ก ศิษย์ก็ดำเนินการเอง เขาชอบรูปหล่อฉีดเขาว่าสวยดี ส่วนผสมของพระเนื้อดิน จะผสมแร่วิเศษ และผงวิเศษของท่าน แต่พระเนื้อผงก็ผสมแร่วิเศษ และผงวิเศษเช่นกัน บางพิมพ์มีเกศาของท่าน, ของครู บาอา จารย์ของท่าน พระพิมพ์ปรกโพธิ์ ๙ ใบ มีเกศาผู้มีบุญสูงมากผสมอยู่ ส่วนแร่วิเศษนั้น ท่านมาเอาที่ดอนเจดีย์ ๑ แห่ง ท่านมาเอง, แต่ให้ศิษย์เป็นคนลงไปงมให้ ได้ที่เมืองเก่าสุโขทัย, ท่านมาเอาแร่ที่เหมืองแม่เแมาะ จ.ลำปาง ๑ แห่ง ขณะเหมืองปิดแล้ว ท่านได้ ไปพูดกับคนเฝ้าประตูเขาให้เข้าไป จัจจุบันแร่นี้ ยังมีอยู่ในตู้พิพิธภัณฑ์ ๒ ครั้งหลัง ท่านมากับหมอเฉลียว เดชมา ส่วนผงวิเศษนั้น ท่านทำเอง โดยใช้ดินสองพองผสมกับเครื่องยาที่ท่านปลูกเอง ปลุกเสกเอง รดน้ำด้วยอาคม แต่บางอย่างก็หาเอามา เครื่องยาที่ใช้ ทำผงดินสอ สำหรับทำผงปถมัง มีดอกเสน่ห์จันทร์ทั้ง ๕, ผักราชพฤกษ์เมล็ดมะกล่ำขาว ท่านปลูกเอง, ดีทั้ง ๕ มีดีงู, ดีไก่, ดีเต่า ฯ ดีนี้ท่านปลุกเอาไว้ ถ้าบ้านไหนเกิดอาเพศหนัก ๆ ท่านจะให้เอาไปแขวนไว้ในบ้านจะแก้ได้ ไม้คันทรง ท่านเอามาตีระฆังก่อน แล้ว ค่อยป่นผสมทำผงดินสอผสมกับเครื่องยาอีกหลายอย่าง ผู้เขียนดูไม่ออก ปัจจุบันเครื่องยาและแร่ ผมเก็บรักษาไว้จำนวนหนึ่ง ผสม กับดินสอพอง ซื้อจากสาวพรหมจารี หลวงพ่อทำผงปถมัง, ผงมหาราช, ผงอิทธิเจ, ผงนะ ๑๐๘ ท่านทำเองหมด นอกจากผงของ ท่านยังมีผงของครูบาอาจารย์ของท่าน ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ พี่ชายหมอเฉลียว เดชมา มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ได้พักที่ วัดระฆังโฆสิตารามได้พบผงของสมเด็จโตประมาณ ๑ บาตร พระสมเด็จเกือบ ๑๐ องค์ ได้นำผงมาถวายหลวงพ่อพร้อมพระ สมเด็จ ๒ องค์ หลวงพ่อได้นำผงของสมเด็จโตผสมกับผงของท่านทำพระสมเด็จ เวลาผสมทำท่านชุมนุมเทวดาเชิญพระอรหันต์ ปรากฏว่าคนมากันเต็มไปหมด พระก็จะทำคนก็จะมามายุ่งไปหมด ท่านได้พูดว่า "ผงสมเด็จโตนี่ก็สำคญเหมือนกัน ผสมทำพระ ไม่ได้เลย คนคอยจะมา แต่กูซิชักจะรำคาญแลัวไม่เป็นอันทำอะไรได้เลย" เมื่อท่านเผลอ หนูก็คอยจะมากินผงท่าน แม้พระ ท่าน หนูก็ แทะกิน ค้างคาวก็มารุมกิน แม้เป็นสมเด็จแล้วมันก็แทะ ผมมีสมเด็จที่หนูอทะ ค้างคาวแทะเอาไว้ ๒-๓ องค์ สรุปคือพระ ของท่าน กันหนูและกันค้างคาวไม่ได้ เมื่อหนูกินผงของท่าน เด็กวัดเคยเอาเหล็กหมาด (เหล็กแหลม) แทงติดพื้นกระดานเลย แต่แท่งไม่เข้า นายทีเป็นคนแทง การปลุกเสกพระผง ท่านจะปลุกเสกด้วยคาถาหลักคือ ปริตมนต์ ปริตนี้เป็น มนต์ของพระพุทธ เจ้าโดยตรง แก้ โรคระบาดได้ แคล้วคลาดปลอดภัย กันผีปีศาจได้ แก้อาเพศอาพรรพณ์ได้ นอกนั้นก็ปลุกด้วยมนต์จินดามณีและอื่น ๆ เช่น มนต์แม่ธรณี มีพระพิมพ์หนึ่งคือ สมเด็จหลังรูปท่าน ทั้ง ๒ รุ่น ท่านผสมผงผีไว้ด้วย พระ ๒ รุ่นนี้ กำบังดี พระเนื้อดิน ท่านผสม ทรายเสกทุกรุ่น ทรายนี้ท่นปลุกเสกเอาไว้ กันผีกันวิญญาณได้ แคล้วคลาด พรางตาได้ เป็นกำแพงแก้วได้ มีดหมอ ท่าน บรรจุด้าม ด้วยผ้าแดงของอาราฬวกยักษ์ แร่อุกกาบาต, แผ่นยันต์, เกศา, ก้นบุหรี่, ผงฯ ท่านปลุกเสกด้วยอาวุธ ๕ อย่าง มงกุฏพระ พุทธเจ้าฯ แหวนแขน ท่านลงด้วยอิติปิโส ๘ ทิศ ลงคาถาฆะเตสิปลุกเสกสามารถรัดเตือนภัยได้ ตะกรุด ท่านลงไว้หลายยันต์ ผ้าประเจียด ก็เช่นกันท่านเคยพูดว่า ปลุกด้วยโองการมหาทหมื่น เหรียญ และรูปหล่อ ปลุกเสกด้วยมงกุฏพระพุทธเจ้า, นะโม ตาบอด และอื่น ๆ พระเครื่องก็ดี วัตถุมงคลก็ดี ท่านปลุกเสกเองทั้งหมด ไม่เคยทำพิธีแบบนิมนต์ หลวงพ่อ หลวงปู่องค์อื่นมาร่วม ปลุกเสก มีมนต์บท หนึ่งท่านต้องปลุกเสกลงไปทุกครั้ง คือมนต์พระกาฬ มนต์นี้ ใครทำไม่ดี คิดไม่ดีต่อผู้มีวัตถุมงคลของท่าน จะแพ้ภัยตัวเอง ท่าน จะสั่งศิษย์ใหล้ชิดของท่านไว้เสมอ ว่าอย่าเอาวัตถุมงคล ของท่านไปทดลองเดี๋ยวจะเข้าตัว เพราะท่าน ลง มนต์พระกาฬเอาไว้ ท่าน สั่งไว้อย่างหนัก เอาเป็นว่าใครเรียน มนต์นี้ จะพูดสิ่งไม่ดีไม่ได้เลย จะถึงกับวิบัติ พลัดพราก ฉิบหาย ตายโหง ทันตา อีกอย่างหนึ่งเวลาท่านปลุกเสกวัตถุมงคล ท่านพูดว่าถ้าปลุกไม่ขึ้นท่านจะเรียกวิญญาณผีตายโหงเข้าช่วย ท่าน พูด กับอาจารย์ศรี นวล สำนักสงฆ์ทับนา อ.หันคา จ.ชัยนาท คาถาเรียกจิต ผีตายโหงขึ้นต้นด่วย "จิเจรุนิ จิตตัง เจตะสิกังฯ คล้ายเรียก รัก-ยม " วิธีการปลุกเสกวัตถุมงคลของท่าน ท่านจะปลกเสกตามฤกษ์มงคลก่อนแล้วจังปลุกด้วยฤกษ์โจร ฤกษ์บุญ พญามาร คือ พระท่านนั้น คนดีก็ใช้ โจรก็ใช้ ท่านมีวิธีการปลุกที่ลึกซึ้งมาก ตำราบางเล่มผมเก็บรักษาไว้ ท่านจะปลุก เช้า สาย บ่าย เย็น หัวค่ำ เที่ยงคืน ค่อนสว่าง ท่านจะปลุกทุกวันเพื่อปัองกันคนซะตาขาดใช้ คือ จันทร์ถึงอาทิตย์ วันไหนวันอ่อน ยิ่งต้องปลุกเสกให้มาก วิธี การทำของหรือปลุกเสกของเช้า สาย บ่าย เย็น กลางคือ กลางดึกนี้ ตรงกับไสยดำทุกอย่าง คือท่านกันเอาไว้ เพราะไสย ดำเขา จะทำตอน ๗ เวลานี้ คำพูดของท่านเกี่ยวกับวัตถุมงคล ท่านเคยพูดถึงสมเด็จหลังรูป ท่านพูดว่า "หลังรูป เก่งดี" ท่านพูดว่า "ปรกโพธิ์ ร่มเย็น อยู่ไหน ไม่มีใครรังเกียจ" ท่านพูดว่ามีดหมอถ้าบาดมือ ให้เอาด้ามฝนทำน้ำมนต์ทาจะหาย สำหรับการ สร้าง และปลุกเสกวัตถุมงคลของท่านเล่าได้ย่อ ๆ เพียงเท่านี้ ส่วนข้อห้ามในวัตถุมงคลของท่าน ห้ามด่าแม่ ห้ามเด็ดขาด

THAILAND AMULET CENTER |CHIANGMAI OFFICE
211/45 the City Villa, Soi Ladprao 126
Ladprao Rd, Kwang Prapla,Wang Thong Lang district
Bangkok 10310 Mobile :66-093-3361995     e-mail:amuletcenter@hotmail.com
พระเครื่องเมืองสยาม| โดย พร บางระจัน:
236/2 หมู่ 5 ,ถนน เชียงใหม่ ลำพูน ,ตำบลยางเนิ้ง,อำเภิสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140
Tel: 66-053-963029,66-093-3361995  Fax : 66-53-963029
Mobile : 66-093-3361995   e-mail:amuletcenter@hotmail.com
Copyright © 2006 Thailand Amulet Center. Website Terms of Use   |   Privacy Statement Find us on Youtube Facebook